
เช็กสุขภาพธุรกิจไทยปี"57สสว.เชื่อยังไปไหวใจสู้
ภารกิจระดับประเทศของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ภารกิจระดับประเทศของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กับการนำพาธุรกิจเอสเอ็มอีของประเทศประมาณ 2.7 ล้านราย ให้ผ่านวิกฤตในประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันในธุรกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะกำหนดเวลาการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ใกล้มาถึงทุกขณะแล้ว
“ปฏิมา จีระแพทย์” ผู้อำนวยการ สสว. ให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้ยังมั่นใจว่าภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่ชัดเจน เพราะมีธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบ โดย สสว.กำลังติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่มีแผนที่จะออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน พนักงานของ สสว.ที่มีจำนวนมากกว่า 200 คน ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีในทุกด้าน และเพิ่มการทำงานให้มากขึ้น เพื่อสร้างเอสเอ็มอีไทยให้แข็งแกร่งมากที่สุด แม้ว่าจำนวนพนักงานของ สสว.ที่มีอยู่ 200 คน จะมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเอสเอ็มอีในประเทศที่มีประมาณ 2.7 ล้านรายก็ตาม
สำหรับปัจจัยลบที่ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัจจัยภายนอกประเทศ อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และทางการเมืองในประเทศ
ส่วนปัจจัยบวกมาจากกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น โดยประชาชนในประเทศมีแนวโน้มรายได้สูงขึ้น จากมาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หนี้สินของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง และอัตราดอกเบี้ยคงที่ การใช้จ่ายของภาครัฐที่สูงขึ้น 5% ในปีงบประมาณ 2557 ส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลง จึงส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ทั้งนี้ จากปัจจัยบวกที่มีหลายด้าน คาดว่าจะเปิดกิจการใหม่กว่า 5 หมื่นราย
“จุดแข็งของภาคเอสเอ็มอีไทย อยู่ที่การผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น มีความสามารถผลิตสินค้าเฉพาะตัวได้ มีความอดทนและมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจได้สูงมาก จุดอ่อนของเอสเอ็มอีขนาดเล็กอยู่ที่มีความชำนาญในการดำเนินธุรกิจไม่สูงนัก และยังแข่งขันธุรกิจขนาดใหญ่ได้ไม่มากนัก” ปฏิมา กล่าว
ด้านอุปสรรคของเอสเอ็มอีจะมี 2 เรื่องหลัก ได้แก่ เงินทุนและการตลาด โดยมาตรการด้านการเงิน ดังนั้น สสว.มีแผนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งโครงการชดเชยดอกเบี้ย และสนับสนุนสินเชื่อ โดยที่ผ่านมา สสว.ได้ลงนามความร่วมมือกับเอสเอ็มอีแบงก์ไปแล้ว
สอดคล้องกับ ธนาคารพาณิชย์ ก็ประกาศแผนให้สินเชื่อแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้รวมวงเงินมากกว่า 1 ล้านล้านบาท มั่นใจว่าจะส่งผลดีต่อเอสเอ็มอีที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เชื่อว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในการทำธุรกิจ
ขณะที่แผนการตลาดจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศจะมุ่งเปิดร้าน โอท็อป พลัส เน้นจำหน่ายสินค้าโอท็อประดับห้าดาว เจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมกับการเปิดโอท็อปชุมชนยิ้มในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจะทำให้สินค้าในแต่ละภูมิภาคสามารถไปขายในทุกที่ของประเทศไทย
ด้านต่างประเทศ จะมุ่งตลาดใหม่ในต่างประเทศ ทั้งยุโรปที่มีแผนร่วมมือกับสหภาพยุโรป เพื่อวางแนวทางพัฒนาเอสเอ็มอีทั้งสองประเทศ ทั้งนโยบายส่งเสริมลงทุนให้ขยายตลาดใหม่ มุ่งพัฒนาสินค้า ทำให้ได้พันธมิตรร่วมลงทุนเพิ่มมากขึ้น อาทิ แอฟริกา อินเดีย ตลาดอาฟริกา ที่มีผู้แทนการค้าไทยได้นำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ ไปสำรวจตลาดทั้ง กลุ่มอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ ถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจลงทุนเช่นกันซึ่งในอินเดีย สสว.มีแผนร่วมมือกับหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอีของอินเดีย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลเอสเอ็มอีเหมือนกับ สสว.
โดยตลาดของประเทศอินเดียมีความน่าสนใจลงทุนอย่างมาก จากจำนวนประชากรกว่า 1,200 ล้านคน และชาวอินเดีย นิยมเข้าจัดงานในไทย ดังนั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีจึงมีโอกาส จะเป็นกลุ่มธุรกิจบริการ โรงแรม การจัดอีเว้นท์ ร้านอาหาร อาหาร และสินค้าต่างๆ รวมถึงในอนาคตก็มีโอกาสร่วมลงทุนด้วยกันได้
ทั้งนี้ มั่นใจว่าจากแผนการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถผ่านทุกปัจจัยไปได้ และมีการขยายตัวได้ดีในปีนี้ โดยประเมินว่าอัตราการขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีจะเติบโต 4.3-4.7%
“ในระยะยาวต้องการทำให้เอสเอ็มอีของไทยหันมามุ่งสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับแบรนด์จากต่างประเทศให้ได้ และทำให้เอสเอ็มอีสามารถอยู่รอดได้ด้วยธุรกิจของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น” ปฏิมา กล่าวทิ้งท้าย







