
มุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนประจำปี2557
แม้ว่าปี 2557 จะเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน แต่สภาพตลาดการเงิน การลงทุน ก็ดูจะมีความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะภาพการลงทุนในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นักลงทุนจะต้องขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่เฉพาะแต่ในหุ้นไทย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง โดยในปี 2557 นี้ บลจ.กสิกรไทย มองภาพการลงทุนออกเป็น 4 ประเด็นหลักๆ คือ
แม้ว่าปี 2557 จะเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน แต่สภาพตลาดการเงิน การลงทุน ก็ดูจะมีความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะภาพการลงทุนในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นักลงทุนจะต้องขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่เฉพาะแต่ในหุ้นไทย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง โดยในปี 2557 นี้ บลจ.กสิกรไทย มองภาพการลงทุนออกเป็น 4 ประเด็นหลักๆ คือ
1.ตลาดพัฒนาแล้วจะมีผลการดำเนินงานดีกว่าตลาดเกิดใหม่
ตลาดพัฒนาแล้วที่น่าสนใจในปีนี้ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราการว่างงานเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fed ทำการตัดสินใจปรับลดวงเงินในมาตรการ QE ลง โดยผลจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวนี่เอง น่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ รวมถึงดัชนีหุ้นสหรัฐด้วย แต่จากการที่ตลาดปรับตัวขึ้นไปกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา ดีกรีความร้อนแรงในปีนี้จึงไม่น่าจะร้อนแรงเท่า
ยุโรปเองก็เป็นอีกตลาดที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจแม้จะยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่นัก แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ยังน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้
นอกจากนี้ ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินของยุโรปจากการทดสอบภาวะวิกฤตธนาคาร และการจัดตั้งสหภาพธนาคารก็เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะช่วยทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยังคงมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าปีนี้จะปรับขึ้นมาแล้ว 15% แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปี ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
2.ตลาดเอเชียเหนือจะมีผลการดำเนินงานดีกว่าเอเชียใต้
แม้ในภาพรวม ตลาดเอเชียน่าจะมีผลการดำเนินงานต่ำกว่ายุโรปหรืออเมริกา เพราะการปรับลดมาตรการ QE จะทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลออกจากเอเชียในระยะสั้น แต่การปรับลดมาตรการดังกล่าวแสดงถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักให้ฟื้นตัวตามขึ้นไปด้วย แต่ในระยะสั้น ตลาดเอเชียในกลุ่มเอเชียใต้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย น่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการไหลออกของเม็ดเงิน ขณะที่ตลาดเอเชียเหนือในแถบจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง น่าจะยังคงเติบโตได้ดีและมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ในส่วนของญี่ปุ่น เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาขยายตัวได้กว่า 1.80% และอัตราเงินเฟ้อเองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับกรอบที่รัฐบาลตั้งไว้ ซึ่งมาตรการธนู 3 ของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะยังทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเอง นับเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปีที่ผ่านมากว่า 50% แต่ระดับราคายังคงต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดย P/E ดัชนี TOPIX ปัจจุบันอยู่ที่ 14.1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16 เท่า จึงยังคงมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจจีนได้ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นปี 2013 และสามารถปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ถึง 7.60% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ทางการตั้งไว้ ขณะที่แผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมฉบับสมบูรณ์ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมการปฏิรูปทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม น่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นจีนในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงต้นปี ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ดัชนี AShare ปรับตัวลดลงประมาณ 8% ขณะที่ HShare ปรับตัวลดลงประมาณ 6% แต่จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น น่าจะทำให้เม็ดเงินไหลกลับมาที่จีนและทำให้ตลาดหุ้นจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีได้ในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาอัตราส่วน Forward P/E ของดัชนี MSCI China ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 8.9 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 12 เท่า ยิ่งทำให้ระดับราคาหุ้นจีนยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น
(อ่านต่อฉบับวันพรุ่งนี้)







