
โรงหนังคึกบุกภูธรมู้ดคนต่างจังหวัดตอบรับตรึม
แม้ว่าจะมีปัจจัยทางการเมืองเกิดขึ้นในใจกลางกรุงเทพฯ แต่ธุรกิจโรงหนังยังคงออกมาคาดการณ์ว่าภาพรวมปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 1520% เนื่องจากปีนี้จะมีหนังไทยและหนังฟอร์มยักษ์ฮอลลีวู้ดเรื่องดังหลายเรื่องเข้าฉาย
แม้ว่าจะมีปัจจัยทางการเมืองเกิดขึ้นในใจกลางกรุงเทพฯ แต่ธุรกิจโรงหนังยังคงออกมาคาดการณ์ว่าภาพรวมปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 1520% เนื่องจากปีนี้จะมีหนังไทยและหนังฟอร์มยักษ์ฮอลลีวู้ดเรื่องดังหลายเรื่องเข้าฉาย
ขณะเดียวกัน การที่ผู้ประกอบการโรงหนัง 2 ค่ายยักษ์ทั้งเมเจอร์และเอสเอฟ ประกาศเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มเน้นหนักทำเลตลาดต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่งผลให้คาดการณ์กันอีกว่าปีนี้ธุรกิจโรงหนังในต่างจังหวัดน่าจะมีความคึกคักมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
สุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากแนวโน้มของกระแสหนังฮอลลีวู้ดที่มาแรง น่าจะส่งผลให้ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ดีของธุรกิจโรงหนัง เนื่องจากมีหนังฮอลลีวู้ดทำเงินเข้าฉายหลายเรื่อง เช่น ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส กัปตันอเมริกา สไปเดอร์แมน ก๊อตซิลล่า และฮังเกอร์เกมส์
ในส่วนของหนังไทยปีนี้จะมีหนังแนวรักโรแมนติกเข้าฉายจำนวนมาก และมีหลายเรื่องที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นหนังทำเงิน เช่น เรื่องไทม์ไลน์ ของสหมงคลฟิล์ม ซึ่งเป็นภาคต่อของเรื่องเดอะเลตเตอร์ และเรื่อง คิดถึงวิทยา ของจีทีเอช เป็นต้น
สำหรับแผนการขยายสาขาในปีนี้ เอสเอฟมีแผนที่จะเปิดโรงหนังสาขาใหม่ประมาณ 3-4 สาขา ประมาณ 28 โรง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยในส่วนของทำเลที่เน้นเปิดสาขาใหม่จะเป็นศูนย์การค้าในต่างจังหวัด เพราะได้ผลการตอบรับดีจากกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
สุวรรณี กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้โรงหนังในต่างจังหวัดได้ผลการตอบรับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายสาขาที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ประกอบกับคนต่างจังหวัดมีมู้ดในการดูหนังดีมากกว่าคนกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีอารมณ์ร่วมกับการชุมนุมทางการเมือง จึงทำให้การมู้ดการดูหนังของคนกรุงเทพฯ ลดลงเมื่อเทียบกับต่างจังหวัด
ปัจจุบันเครือเอสเอฟมีโรงหนังในเครือเมื่อสิ้นปี 2556 อยู่ที่ประมาณ 36 สาขา รวม 252 โรง ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง สิ้นปีคาดว่าจะมีโรงหนัง 40 สาขา รวม 280 โรง
วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเยอะ แต่ก็ส่งผลกระทบกับบริษัทไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวดี ภาพรวมกำลังซื้อของคนไทยก็ดี ดูได้จากห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่างๆ ที่มีลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
ด้านแนวทางการดำเนินธุรกิจของปีนี้ เมเจอร์มีแผนที่จะขยายโรงหนังอีกไม่ต่ำกว่า 40-50 โรง หรือประมาณ 7-9 สาขา รวมงบลงทุนประมาณ 800-1,000 ล้านบาท เน้นทำเลขยายสาขาใหม่ห้างค้าปลีกในต่างจังหวัด เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และเทสโก้ โลตัส
นอกจากนี้ยังมีโรงหนังในโครงการขนาดใหญ่ 1 สาขา คือ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ จำนวน 9 โรง คาดว่าจะใช้งบลงทุน 300 ล้านบาท มีแผนจะทำเป็นโรงหนัง 6 ดาว ภายใต้คอนเซปต์อาร์ต เพื่อสร้างความแตกต่างจากสาขาอื่นๆ เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้จะเน้นการบริหารโรงภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกับโรงแรม เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุดเมื่อเข้ามาใช้บริการ
หลังจากออกมาประกาศแผนขยายสาขาในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ปีนี้มีแผนที่จะทำหนังไทยเข้าฉายเองมากขึ้น จากปกติจะทำปีละประมาณ 67 เรื่อง เพิ่มเป็น 15 เรื่อง ภายใต้การผลิตของบริษัทในเครือ 3 บริษัท คือ เอ็ม36 ทาเลนต์ วัน และเอ็ม พิคเจอร์ส
วิชา กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องผลิตหนังไทยเพิ่มขึ้น เพราะคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ชอบดูหนังไทย คิดเป็นอัตราส่วน 60% ขณะที่หนังต่างประเทศคนต่างจังหวัดดูเพียง 40% เท่านั้น ซึ่งต่างไปจากคนกรุงเทพฯ ที่นิยมดูหนังต่างประเทศ โดยเฉพาะหนังฮอลลีวู้ดคิดเป็นอัตราส่วน 60-65% หนังไทย 35-40%
จากการออกมาขยายสาขาโรงหนังเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้สิ้นปีนี้เมเจอร์จะมีโรงหนังในเครือกว่า 500 โรง กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ อีจีวี เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ พาราไดส์ ซีนีเพล็กซ์ และเมกา ซีนีเพล็กซ์ เข้าทำตลาด
ด้วยปัจจัยหนุนทั้งการเปิดสาขาใหม่เพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมไปถึงปีนี้จะมีหนังฮอลลีวู้ดทำเงินเข้าฉายหลายเรื่อง ขณะที่หนังไทยเองปีนี้จะมีการสร้างเข้าฉายเพิ่มน่าจะส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2556 ที่โรงหนังมียอดขายตั๋วโต 15% หรือมีมูลค่า 6,500-7,000 ล้านบาท







