
แนะใช้สิทธิประโยชน์ดันสิ่งทอไทยลงทุนนอกบ้าน
ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
แนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทยในอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก คือ ค่าแรงและปัญหาขาดแคลนแรงงาน ที่เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อตั้งโรงงานใกล้แหล่งแรงงานราคาถูก
แต่ในปัจจุบันและต่อไปจากนี้อีก 35 ปีข้างหน้า จะมีปัจจัยเพิ่มเติมที่มีความสำคัญเทียบเท่าปัจจัยด้านแรงงาน คือ การได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ จากการทำข้อตกลงทางการค้า มาเป็นประเด็นหลักที่ผลักดันการออกไปลงทุนต่างประเทศ
สุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการที่ย้ายการลงทุนไปต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ของไทย ซึ่งมีศักยภาพ มีตลาดที่แน่นอนรองรับการผลิต โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องขยายการลงทุนออกไปนอกประเทศ ได้แก่ ปัญหาขาดแคลนแรงงานในประเทศ รวมถึงไม่สามารถคาดการณ์ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา ค่าแรงถูกนำมาใช้เป็นนโยบายสนับสนุนทางการเมือง ทำให้ภาคเอกชนต้องตัดสินใจออกไปลงทุนในประเทศอื่นๆ มากขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีประเด็นเรื่องสิทธิประโยชน์ทางการค้า ที่ไทยยังไม่ได้เจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดว่าเป็นตลาดส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มหลักของไทย ขณะที่เวียดนามได้ดำเนินการไปแล้ว จึงทำให้นักลงทุนไทยส่วนหนึ่งย้ายไปลงทุนในเวียดนาม เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ของเวียดนามในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ
ส่วนการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู)ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น หากไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากอียู ซึ่งมอบให้กับประเทศกำลังพัฒนา (จีเอสพี) มากขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นฐานการลงทุนหลักของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ได้แก่ เวียดนาม รองลงมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกันอย่างกัมพูชา ลาว และพม่า
โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ย้ายการลงทุนไปยังประเทศดังกล่าวกว่า 30 แห่ง และแนวโน้มในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้น เพราะการออกไปลงทุนในประเทศที่เหมาะสมจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจ ทั้งช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน ตลอดจนมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น จากการใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศที่สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ
ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ถือเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ เพราะเมื่อเกิดการรวมตัวกัน ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับลูกค้า ทำให้มีศักยภาพมากพอซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะไทยค่อนข้างมีความพร้อมในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รวมทั้งมีองค์ความรู้ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากเออีซี
สำหรับประเทศที่มีศักยภาพที่ใกล้เคียงกับไทยในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ เวียดนาม และอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มขนาดใหญ่ และทำอุตสาหกรรมสิ่งทอค่อนข้างครบวงจร ซึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจะมีความเข้มแข็งได้จำเป็นจะต้องมีการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียต่างก็พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ
น่าสังเกตว่า ตลาดเครื่องนุ่งห่มของไทย ราว 30% ของการส่งออกทั้งหมดยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา อียู และญี่ปุ่นตามลำดับ ตลาดหลักเหล่านี้ยังอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่ตลาดอาเซียนค่อนข้างเติบโต โดยไทยยังได้ดุลการค้าด้านการส่งออกเครื่องนุ่งห่มกับทุกประเทศในอาเซียน มีสินค้าหลักที่ส่งออก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป
ทั้งนี้ ในปี 2556 การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในภาพรวมติดลบ 3.63% มูลค่าอยู่ที่ 2,412 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลจากค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือนมี.ค.เม.ย. ทำให้ยอดขายไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับตลาดหลักยังไม่ฟื้นตัว คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งปี 2556 การส่งออกอยู่ที่ระดับ 0 ถึง ติดลบ 5% ส่วนปี 2557 คาดการณ์การส่งออกจะคงที่หรือดีขึ้นที่ระดับ 05% เพราะจากการประเมินยังไม่มีสถานการณ์ในเชิงลบ รวมทั้งยังมีแรงซื้อจากญี่ปุ่นที่หนีตลาดจีนเข้ามาเพิ่ม







