
วันหยุด
ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 2 ของปี 2557 เชื่อว่าหลายท่านยังอิ่มเอมเปรมปรีดิ์กับเทศกาลปีใหม่ บางท่านอาจยังอยู่ในช่วงพักร้อนยาว กลับมาอีกทีสัปดาห์หน้า
ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 2 ของปี 2557 เชื่อว่าหลายท่านยังอิ่มเอมเปรมปรีดิ์กับเทศกาลปีใหม่ บางท่านอาจยังอยู่ในช่วงพักร้อนยาว กลับมาอีกทีสัปดาห์หน้า
ข้ามไปที่กัมพูชา สัปดาห์นี้ยังมีวันหยุดอีก 1 วัน คือวันที่ 7 ม.ค. หลายท่านอาจอิจฉา ทำไมเพื่อนบ้านอาเซียนของเราเขาหยุดแล้วหยุดอีก แต่เชื่อเถอะครับ นี่เป็นวันหยุดที่ “ไม่น่าอิจฉา” เอาเสียเลย
ย้อนรอยไปเมื่อปี 2518 กลุ่มเขมรแดงนำโดยพลพตได้เข้ายึดกรุงพนมเปญ ล้มล้างระบอบหนุนสหรัฐอเมริกา แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา จากนั้นพลพตก็เริ่มปฏิบัติการกำหนดสังคมในรูปแบบที่เขาอยากให้เป็น ด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนในชาติ กำจัดชนชั้นกลางบน ผู้มีการศึกษา ผู้ใช้ภาษาต่างประเทศ ผู้ใช้เทคโนโลยี เพื่อชำระล้างให้เหลือแต่เผ่าพันธุ์ที่นิยมเขมรแท้ เปลี่ยนแปลงกลับสู่สังคมเกษตรกรรม
มาช่วงปลายปี 2521 รัฐบาลเวียดนามได้ส่งกองกำลังทหารบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ และได้รับชัยชนะในวันที่ 7 ม.ค. 2522 กลุ่มเขมรแดงของพลพตต้องหนีเข้าป่า ถือเป็นจุดสิ้นสุดวิกฤตในประวัติศาสตร์กัมพูชาครั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าวก็ยืดเยื้อ กินเวลานาน 3 ปี 8 เดือน 20 วัน มีประชากรกัมพูชาเสียชีวิตมากถึงกว่า 1.7 ล้านคน จากประชากร 7 ล้านคนในขณะนั้น
ต่อมา จึงมีการกำหนดให้วันที่ 7 ม.ค.ของทุกปี เป็นวันหยุดราชการของกัมพูชา เรียกว่า วันมีชัยเหนือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อระลึกถึงการสิ้นสุดระบอบเขมรแดงและการสิ้นสุดเหตุการณ์เลวร้ายที่ยังคงตราตรึงในใจชาวกัมพูชาครั้งนั้น
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นอีกนิด ต้องบอกว่ากัมพูชามีปัญหาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและแตกแยกทางความคิด ตลอดจนมีสงครามทั้งในและนอกประเทศคาราคาซังกันมานานพอสมควร เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2518 จึงเป็นเสมือน “จุดปะทุ” และ “จุดปะทะ” ของความขัดแย้ง คล้ายๆ เป็น “วันแตกหัก”
กลับมามองที่ไทย แม้สถานการณ์บ้านเมืองของเราขณะนี้ อาจไม่ได้เลวร้ายเท่าสถานการณ์ในประวัติศาสตร์กัมพูชาครั้งนั้น และมีหลายเรื่องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ตัวละครในเรื่องต่างกัน เหตุแห่งปัญหาสะสมต่างกัน เหตุที่ทำให้ความคิดแตกแยกต่างกัน ความรุนแรงของการเมืองยังต่างกัน และที่สำคัญคือของเรายังไม่มีใครคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใคร แต่ก็มีบางเรื่องบางราวที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคล้ายคลึงกัน
1.ระดับความยืดเยื้อของเหตุการณ์ และ 2.ระดับความแตกแยกทางความคิด
วันที่ 13 ม.ค.นี้ หรือวันจันทร์หน้า น่าจะเป็นวันหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงไปสู่ “จุดปะทะ” และ “จุดปะทุ” เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกันสุดขั้ว ได้แก่ กลุ่ม กปปส.และกลุ่ม นปช. จะออกมาชุมนุมพร้อมกัน
จึงได้แต่ “หวัง” และได้แต่ “ขอร้อง” ตั้งแต่คนระดับแกนนำ และทุกท่านซึ่งอาจเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการชุมนุม และรัฐบาล ให้ยึดมั่นถือมั่นเรื่องความสงบสุขของประเทศ สันติวิธีอย่างแท้จริง ไม่ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดแค่ไหน เพราะคงจะไม่ดีเท่าใดนัก หากสุดท้ายเรื่องบานปลาย จนเราได้กำหนดวันหยุดขึ้นมาใหม่เช่นเดียวกับกัมพูชา
บางครั้งการได้กำหนดวันหยุดขึ้นมาใหม่หรือการได้บันทึกในประวัติศาสตร์โลก ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เอาเสียเลย







