
เช็คความพร้อม สตม. ลุย 4 ยุทธศาสตร์รับอาเซียน
ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองถือเป็นหน้าด่านแรกที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองถือเป็นหน้าด่านแรกที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ไม่แพ้การบริการที่ดี สินค้าการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และเสน่ห์ความเป็นคนไทย
โดยเฉพาะการนับถอยหลังก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ประชากรในชาติอาเซียนที่หลอมรวมกันกว่า 600 ล้านคน สามารถเคลื่อนย้ายแรงงาน การท่องเที่ยว การลงทุน อย่างไร้ขีดจำกัด จึงอาจทำให้ปัญหาด้านสังคมตามมาเป็นเงาตามตัว หากไม่มีมาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่รัดกุม
แม่ทัพใหญ่แห่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการ สตม. เล่าถึงการเตรียมความพร้อมว่า ได้เตรียมแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยแผนยุทธศาสตร์ปี 2557 จะมุ่งใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์สร้างความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว การบริการ การลงทุนกับประเทศอาเซียน 2.การพัฒนาศักยภาพการตรวจคนเข้าเมือง พร้อมขยายบุคลากรให้เพียงพอต่อการบริการ 3.การเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเปิดอาเซียน และ 4.การวางระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีร่วมการตรวจคนเข้าเมือง
“สตม.ได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้จากประเทศในแถบยุโรป ออสเตรเลีย สวีเดน ซึ่งมีประสบการณ์การรวมตัวของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) มาถ่ายทอดความรู้ ปัญหา รวมถึงแนวทางการรับมือให้กับบุคลากรของ สตม. มีความรู้ความเข้าใจ และช่วยฉายภาพการปรับตัวด้านการทำงานในอนาคตได้”
ทั้งนี้ สตม.ได้รับงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยี ติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลนักท่องเที่ยว ร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สถานทูต ทำให้มีข้อมูลในกรณีติดตามคนร้ายที่แฝงตัวมาในคราบของนักท่องเที่ยวได้
นอกจากนี้ เตรียมติดตั้งเครื่องออโต้ ชาแนล หรือตู้ตรวจอัตโนมัติในการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อช่วยย่นระยะเวลาการตรวจสอบ เหลือเพียง 20 วินาที/คน จากเดิมขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองโดยผ่านบุคลากร สตม. กินเวลาเฉลี่ย 47 วินาที/คน และในอนาคตมีแผนพัฒนาความรวดเร็วของบุคลากรให้อยู่ที่เฉลี่ยน้อยกว่า 30 วินาที/คน
ในปีนี้จะรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวใช้งานตู้ออโต้ ชาแนล มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วให้กับนักท่องเที่ยว ลดการต่อคิวยาว ซึ่ง ส่งผลต่อภาพลักษณ์การบริการ โดยเรื่องนี้ สตม.พยายามเร่งปรับปรุงพัฒนาการบริการให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจัดระเบียบช่องทางการตรวจหนังสือเดินทางให้เป็นสัดส่วน เช่น อาเซียนเลน นำร่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินนานาชาติทั้ง 6 แห่งของประเทศ รองรับการใช้บริการกลุ่มอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ส่วนด่านตรวจชายแดนทางบก ก็เตรียมเสนอ ยกระดับ 8 ด่าน ที่เชื่อมโยงการเดินทางประเทศในแถบเออีซี ได้แก่ ด่านแม่สาย แม่สอด เชียงของ หนองคาย มุกดาหาร สระแก้ว สะเดา ปาดังเบซาร์ และเตรียมยกระดับฐานะกำลังพลให้มีสายงานบังคับบัญชาระดับผู้การและรองผู้การเพิ่มขึ้น
พล.ต.ท.ภาณุ กล่าวด้วยว่า สตช.ได้มอบหมายให้ สตม.พิจารณาการเปิด ตม.ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด เพื่อรองรับการเปิดเออีซี และการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ เพราะขาดเรื่องกำลังพล เบื้องต้นอาจขยายพื้นที่เฉพาะจังหวัด ที่มีแรงงานต่างด้าว เช่น สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น
สำหรับการแก้กฎหมายระเบียบข้อบังคับร่วมกันระหว่างประเทศอาเซียน ยอมรับว่าการเปิดซิงเกิลวีซ่า เหมือนกรณีเชงเก็น วีซ่า ของกลุ่มอียู มีความเป็นไปได้ยากในช่วง 35 ปีนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ต้องการกีดกันคนในประเทศอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาอาศัยในประเทศตัวเอง







