posttoday
ทางรอดเอสเอ็มอีไทยตั้งกองทุนรวมเสริมเขี้ยวเล็บ

ทางรอดเอสเอ็มอีไทยตั้งกองทุนรวมเสริมเขี้ยวเล็บ

08 มกราคม 2557

ปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คือ การทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

ปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คือ การทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในต่างประเทศ คือ การมีกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล ฟันด์)

ข้อเสนอกับการทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถอยู่รอดได้ต่อไป และทำให้ธุรกิจมีการเติบโตสูงขึ้น และกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่แข็งแกร่งได้นั้น มีแนวคิดที่น่าสนใจจาก

“คุณากร เมฆใจดี” ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน เปิดเผยว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ และสามารถแข่งขันในประเทศและต่างประเทศได้ คือ การมีกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล ฟันด์) ที่จัดขึ้นโดยบริษัทใหญ่ เพื่อเข้าไปลงทุนในบริษัทเล็กต่างๆ

ทั้งนี้ การมีบริษัทใหญ่ร่วมลงทุนนั้น จะช่วยสร้างเครือข่ายให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้น และมีพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งเป็นแนวทางให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตได้รวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา มีกองทุนร่วมลงทุน โดยเน้นเข้าไปลงทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีในระดับจังหวัดก่อน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกจะมีกองทุนร่วมลงทุนทั้งหมด เช่น ไอบีเอ็ม ซัมซุง

หากมาดูข้อมูลในประเทศไทย พบว่า ยังไม่สามารถจัดตั้งกองทุนเวนเจอร์ แคปปิตอล ได้สำเร็จ เพราะภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง ทั้งที่กองทุนร่วมลงทุน เป็นช่องทางแรกของการลงทุนที่มีความสำคัญมาก และมีขึ้นก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเกิดขึ้น ดังนั้นเอกชนและนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดแรกจะดีที่สุด

พร้อมกันนี้ สำหรับประเทศไทย ภาครัฐควรมีแรงจูงใจหรือมีนโยบายกระตุ้นให้เอกชนไทยจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน หรือการให้รางวัล เพราะภาคธุรกิจบางแห่งไม่ทราบเรื่องการจัดตั้งกองทุน และไม่ให้ความสำคัญ หากบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศมีความตื่นตัวในเรื่องนี้จะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอี

“มีความจำเป็นต้องเร่งผลักดันการมีกองทุนร่วมลงทุนให้เกิดขึ้นมากๆ เพื่อเสริมศักยภาพการลงทุนของเอสเอ็มอี และทำให้เอสเอ็มอีมีเงินทุนในการทำธุรกิจมากขึ้น รวมทั้งทำให้เอสเอ็มอีมีบริษัทใหญ่ที่แข็งแกร่งเป็นพันธมิตร มีความพร้อมในการรุกตลาดอาเซียน” คุณากร กล่าว

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปีที่ผ่านมามีกองทุนร่วมลงทุนเพียง 1 บริษัท ขนาดกองทุนเพียง 2 ล้านเหรียญสหรัฐจากบริษัทเอกชนไทย 1 แห่ง ที่ถือว่ามีขนาดที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐที่มีเวนเจอร์ แคปปิตอล สูงถึง 25,920 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมายุโรป ขนาด 5,640 ล้านเหรียญสหรัฐ และอินเดีย 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในอาเซียนนั้น ไทยถือว่ามีขนาดกองทุนที่ต่ำเช่นกัน โดยค่าเฉลี่ยของกองทุนอาเซียนเวนเจอร์ แคปปิตอล ฟันด์ อยู่ที่ 94 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศมาเลเซีย มีขนาด 61 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา สิงคโปร์ มีขนาด 19 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ ขนาด 8 ล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซีย ขนาด 4 ล้านเหรียญสหรัฐ

“คุณากร” กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ดึงดูดการลงทุนได้สูงมาก เพราะมีจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน มีพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่ดี จึงมีหลายประเทศสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งประเทศอิสราเอล ที่ขึ้นชื่อเรื่องประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมและการวิจัย (อาร์แอนด์ดี) ในโลก ต้องการขยายลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีในไทย ประเทศแคนาดา ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว (กรีน อีโคโนมี) และประเทศเยอรมนี

คุณากร ประเมินว่า เทรนด์ของธุรกิจในอนาคต ในปี 2020 เทรนด์ของโลกจะเข้าไปสู่ ไบโอ อีโคโนมี (Bio Economy) จากปัจจุบันโลกอยู่ในช่วง โนเลจ เบจ อีโคโนมี (Knowledge Economy) ซึ่งประเทศสหรัฐ กำลังปรับแผนธุรกิจเพื่อรองรับกับการก้าวเข้าสู่ ไบโอ อีโคโนมีแล้ว เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหาเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาแต่ในประเทศไทยยังไม่มีการวางนโยบายแนะนำภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้ก้าวไปสู่ ไบโออีโคโนมี อย่างเด่นชัด

สิ่งสำคัญภาครัฐต้องวางส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ถูกทาง เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และทำให้เอสเอ็มอีไทยมีโอกาสร่วมทุนกับต่างประเทศให้ได้ รวมทั้งต้องเร่งผลักดันกองทุนร่วมลงทุนให้สำเร็จ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท