posttoday
เตือนก๊าซยังวิกฤตเร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้า

เตือนก๊าซยังวิกฤตเร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้า

08 มกราคม 2557

ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ

ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ

สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4% มูลค่าการใช้กว่า 2 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วน 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยจัดหาจากพลังงานในประเทศ 43% และนำเข้า 57% ที่แยกเป็นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า 70% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด และแม้ว่า 80% ของก๊าซที่ใช้ในปัจจุบันจะมาจากแหล่งผลิตในประเทศ แต่ข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พบว่า ถ้าไม่ลงทุนและสำรวจแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มไทยจะมีปริมาณสำรองก๊าซใช้ไปได้อีก 7 ปี ในอนาคตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แน่นอน

ปัจจุบันก๊าซถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าสัดส่วนถึง 59% โรงแยกก๊าซ 21% อุตสาหกรรม 13% และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) 7% จะเห็นได้ว่าการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะใช้ในสัดส่วนสูงมากเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ขณะที่แหล่งผลิตมีจำกัดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานได้

ทำให้เห็นได้ว่าทุกครั้งที่แหล่งก๊าซสำคัญต้องหยุดซ่อมประจำปี จะมีผลกระทบต่อปริมาณการใช้ในประเทศทันที ในปี 2557 เป็นอีกปีที่แผนการหยุดซ่อมท่อก๊าซจะเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ต้นปีก๊าซจากแหล่งเยตากุนของพม่าจะหยุดจ่ายระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2556-14 ม.ค. 2557 เพื่อติดตั้ง Wellhead ใหม่ และวางท่อส่งก๊าซขนาด 10 นิ้ว ระยะทาง 11 กม. จาก Wellhead ใหม่ ไปยัง Platform ปัจจุบัน รวม 15 วัน ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบวันละ 1,030 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์

ถัดจากนั้น วันที่ 10 เม.ย.-5 พ.ค. 2557 แหล่งก๊าซบงกชในอ่าวไทยจะหยุดซ่อมส่งผลต่อการใช้เอ็นจีวีฝั่งอ่าวไทย และปิดท้ายด้วยการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอ/เอ18 วันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 2557 เพื่อติดตั้งแท่นสำหรับ Booster Compressor ที่ใช้ระยะเวลาถึง 28 วัน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ต้องหยุดเดินเครื่องอาจกระทบกับระบบส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

แม้ว่าการปิดซ่อมและหยุดจ่ายก๊าซทั้ง 3 เหตุการณ์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเกิดขึ้นประจำทุกปีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนรับมืออยู่แล้ว แต่ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่

ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 25562573 (พีดีพี) ที่อยู่ระหว่างการทบทวนครั้งที่ 4 ยังมีความเป็นห่วงต่อการจัดสรรเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า โดยมีความพยายามที่จะลดสัดส่วนการก๊าซให้เหลือ 50% ให้ได้ในปลายแผนพีดีพีและเพิ่มการใช้ถ่านหิน พลังงานทดแทน และการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะเน้นเรื่องการประหยัดและลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่เรื่องเชื้อเพลิง หรือก๊าซเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้พลังงานอื่นด้วย

สำหรับการหยุดซ่อมท่อก๊าซนั้น ได้เตรียมพร้อมแผนรับมือแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน แต่ที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด คือการหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการจ่ายไฟฟ้าในภาคใต้ โดยคาดการณ์ไฟพีกที่ 2.5 หมื่นเมกะวัตต์ แต่เชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้คงไม่เกิดเหตุไฟฟ้าดับ 14 จังหวัดเหมือนปีที่ผ่านมา

“ได้ให้นโยบายแล้วว่า จากนี้แผนรับมือการปิดซ่อมแหล่งที่เดิมจะพิจารณาเป็นรายครั้ง จะเปลี่ยนเป็นพิจารณารวมทีเดียวเป็นรายปี ยกตัวอย่างเช่นปีนี้จะทำแผนรับมือทีเดียว เพราะมีการปิดซ่อมแหล่งก๊าซถึง 3 ครั้ง และต่อไปก็จะต้องมีการทำแผนเป็นราย 3 ปี เพื่อไม่ให้มีการปิดซ่อมเอาเปรียบกัน เพราะตามปกติแหล่งก๊าซจะต้องมีการหยุดซ่อมทุกปีอยู่แล้ว” สุเทพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในระยะยาวไทยจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้น จากขณะนี้ตามแผนพีดีพีกำหนดต้องนำเข้าไว้แล้ว 5 ล้านตันต่อปี และจะต้องนำเข้าเพิ่มอีก 5 ล้านตันต่อปี ในปี 2562

โดยได้เร่งให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 ที่ต้องเกิดความชัดเจนภายในปี 2557 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและเตรียมพร้อมกับการหาแหล่งพลังงานใหม่ให้กับประเทศด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท