
การร่วมทุนเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ
ในสภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายพยายามมองหาทางออกซึ่งก็คงมีไม่มากนัก การส่งออกที่ตกลงมาเรื่อยๆ ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ติดขัดจากปัญหาการเมือง และการถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นที่สูงมาก ขาดความโปร่งใส จนสถาบันจัดอันดับในต่างประเทศจัดอันดับให้ประเทศไทยตกชั้นมากราวรูดจากอันดับที่ 78 ในปี 2553 มาเป็นอันดับที่ 108 ในปี 2556 ครั้นจะหวังการบริโภคก็ไม่กระเตื้อง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกถึงราคาข้าวของที่สูงขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนจากฟากรัฐบาลจะดูไม่น่าตกใจเลยก็ตาม ตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง จึงเหลือแต่เรื่องของการลงทุน ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้จะชวนใครเขามาลงทุนในประเทศไทยก็คงจะยาก ส่วนที่เขาตัดสินใจไปแล้ว ตอนนี้ก็รีๆ รอๆ ดูสถานการณ์กันอยู่ ปัจจุบันจึงเห็นมีข่าวเสนอให้มีการร่วมทุนระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับเอกชนมากขึ้น พูดง่ายๆ หันไปหันมาก็ช่วยเหลือกันเองในประเทศดีกว่า อย่าไปหวังพึ่งอะไรนอกประเทศนัก และดูท่าทีรัฐบาลรักษาการก็จะสนใจและมีนโยบายด้านนี้ออกมาด้วย แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรักษาการอย่างในปัจจุบันจะสามารถริเริ่มโครงการการร่วมทุนกับภาคเอกชนท
ในสภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายพยายามมองหาทางออกซึ่งก็คงมีไม่มากนัก การส่งออกที่ตกลงมาเรื่อยๆ ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ติดขัดจากปัญหาการเมือง และการถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นที่สูงมาก ขาดความโปร่งใส จนสถาบันจัดอันดับในต่างประเทศจัดอันดับให้ประเทศไทยตกชั้นมากราวรูดจากอันดับที่ 78 ในปี 2553 มาเป็นอันดับที่ 108 ในปี 2556 ครั้นจะหวังการบริโภคก็ไม่กระเตื้อง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกถึงราคาข้าวของที่สูงขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนจากฟากรัฐบาลจะดูไม่น่าตกใจเลยก็ตาม ตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง จึงเหลือแต่เรื่องของการลงทุน ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้จะชวนใครเขามาลงทุนในประเทศไทยก็คงจะยาก ส่วนที่เขาตัดสินใจไปแล้ว ตอนนี้ก็รีๆ รอๆ ดูสถานการณ์กันอยู่ ปัจจุบันจึงเห็นมีข่าวเสนอให้มีการร่วมทุนระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับเอกชนมากขึ้น พูดง่ายๆ หันไปหันมาก็ช่วยเหลือกันเองในประเทศดีกว่า อย่าไปหวังพึ่งอะไรนอกประเทศนัก และดูท่าทีรัฐบาลรักษาการก็จะสนใจและมีนโยบายด้านนี้ออกมาด้วย แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรักษาการอย่างในปัจจุบันจะสามารถริเริ่มโครงการการร่วมทุนกับภาคเอกชนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้าได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายหรือบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญห้ามไว้อย่างชัดเจนก็ตาม แต่อย่างน้อยโดยมารยาทเขาก็ไม่ทำกัน
ทำให้ผู้เขียนพยายามมานั่งคิดว่า จะมีกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือร่วมลงทุนที่น่าจะดำเนินการไปได้เลย โดยไม่ถือเป็นนโยบายที่ผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า ก็เลยอดคิดถึงงานที่ผู้เขียนมีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดอยู่ไม่ได้ นั่นก็คือ การร่วมทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งที่จริงความร่วมมือนี้มีอยู่แล้ว แต่เป็นไปในวงการแคบๆ เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องสนใจเท่านั้น โดยเป็นลักษณะของการลงทุนวิจัย และภาพที่เห็นว่าเป็นภาครัฐก็คือหน่วยงานให้ทุน โดยอาจจะเป็นการวิจัยในมหาวิทยาลัย ด้วยทุนจากแหล่งทุนของรัฐบาล หรือเป็นการร่วมวิจัยในมหาวิทยาลัย ด้วยทุนจากแหล่งทุนของรัฐบาลกับเอกชน หรือเป็นการร่วมวิจัยระหว่างเอกชนกับมหาวิทยาลัย โดยที่ทำกันมาจะเป็นการวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ ถึงแม้ว่าผลการวิจัยอาจจะต้องใช้ระยะเวลา โดยเฉพาะกว่าจะพัฒนาปรับปรุงจนนำไปทำการค้าได้ หรือในบางกรณีผลการวิจัยอาจไม่เป็นไปตามที่คาด ไม่สามารถนำไปค้าขายได้ หรืออาจจะล้มเหลวด้วยซ้ำไป แต่อย่างน้อยการร่วมลงทุนวิจัย โดยเฉพาะในมูลค่าที่สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยดึงเอาภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในมูลค่าที่เท่าเทียมกันหรือมากกว่า ก็ถือได้ว่าเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการเท่านั้น และยิ่งเงินทุนวิจัยมีปริมาณที่สูงมากพอจะทำการวิจัยในกิจกรรมที่ต้องการเงินจำนวนมาก ผลจากการลงทุนก็จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน และยิ่งหากการวิจัยประสบความสำเร็จ และเป็นการวิจัยในสิ่งที่ตลาดต้องการ กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเมินมูลค่าได้สูง ก็จะยิ่งมีผลแผ่ขยายไปกว้าง เหมือนโยนหินลงในน้ำจนทำให้น้ำเป็นระลอกได้ ถึงเวลานั้นก็คงจะมีโอกาสช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดไปได้อีกขั้นหนึ่ง
แทนที่นักวิจัยของไทยจะชะลออยู่กับที่ เนื่องจากการขาดแรงจูงใจและขาดเงินทุนในแทบทุกขั้นตอน ทรัพย์สินทางปัญญาของไทยก็ทรงๆ โดยเฉพาะสิทธิบัตร ผู้เขียนเกษียณอายุราชการมา 3–4 ปีแล้ว กลับไปดูโครงสร้างการจดสิทธิบัตรของคนไทยก็ยังคงเดิม คือ การจดอนุสิทธิบัตรนั้นเป็นคนไทยเกือบ 100% แต่การจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 900 ฉบับ แล้วก็ได้ความว่า คนไทยชอบจดอนุสิทธิบัตรเพราะเร็ว นำไปประเมินผลได้ (รวมถึงนักวิจัยในภาคมหาวิทยาลัยด้วย)
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงรัฐบาล ควรจะถือโอกาสที่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงภาคเอกชนมาลงทุนร่วมในการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น
ดีกว่ามานั่งโทษกันไปมา โดยเฉพาะการโทษว่าการประท้วงทำให้เศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP–Gross Domestic Product) ขยายตัวไม่ถึง 5% ทำให้คนทั่วไปเขาหัวเราะเอามากกว่า ในเมื่อทั้งภาคเอกชนและนักวิชาการส่วนใหญ่ เขาฟันธงกันจนธงขาดไปหลายผืนแล้ว ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2556 ว่าที่ตั้งไว้ว่า GDP จะขยายตัว 5% นั้นเป็นไปไม่ได้ อย่างดีก็แค่ 3–4% มีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่นั่งยันนอนยันว่าจะขยายตัวถึง 5% แล้วตอนนี้เพิ่งมาตื่นจากฝันบอกว่า เศรษฐกิจไทยจะโตไม่ถึง 5% แต่ไปโยนให้กับการประท้วงที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเดือนกว่า ถ้าเศรษฐกิจของไทยดีมาตลอดระยะเวลา 8–9 เดือน หรือดีมาตั้งแต่ต้นปี เพียงแต่การประท้วงเดือนกว่า ไม่ได้มีผลอย่างที่พยายามออกข่าวกันมาแน่ พูดง่ายๆ ว่าถ้าทำกรรมดีมาตลอด ผลคงไม่ออกมาเช่นนี้ จึงน่าจะก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหากับประเทศชาติ ผ่อนหนักให้เป็นเบาดีกว่าการมานั่งทำสงครามข่าวสาร โดยยืมมือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้มาแถลง เพื่อให้ประชาชนงงกับชีวิตไปเปล่าๆ







