
ลงทุน4หมื่นล.ค้างท่อบีโอไอ
บอร์ดเจอหลุมดำหลังรัฐบาลยุบสภาชี้ต่างชาติยังใช้ไทยเป็นฐานอาเซียน
บอร์ดเจอหลุมดำหลังรัฐบาลยุบสภาชี้ต่างชาติยังใช้ไทยเป็นฐานอาเซียน
เผยสุญญากาศบอร์ดบีโอไอทำโครงการค้างเติ่ง รออนุมัติกว่า 4 หมื่นล้าน ต่างชาติส่อลงทุนประเทศอื่น
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนที่เข้ามายังบีโอไอตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2556 มีทั้งสิ้น 9.2 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 1 ล้านล้านบาท แต่สูงกว่าที่คาดการณ์ใหม่ว่าจะอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท หลังจากเศรษฐกิจไทยเจอกับปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในช่วงปลายปี
ทั้งนี้ ยอมรับว่านักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมไปแล้ว หากเป็นรายใหม่ที่ไม่เคยลงทุนในไทยอาจจะชะลอการลงทุนออกไปก่อนเพื่อรอความชัดเจนทางการเมือง แต่หากเป็นนักลงทุนที่เคยลงทุนในไทยอยู่แล้วและมีตลาดชัดเจนน่าจะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เพราะเข้าใจประเทศไทยดี ทั้งนี้จากโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมมาทั้งหมด พบว่าเป็นนักลงทุนรายใหม่ประมาณ 20% และรายเก่าที่ลงทุนทั้งขยายกิจการเดิมและขึ้นกิจการใหม่ประมาณ 80%
“ตอนนี้นักลงทุนไม่กังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เพราะต่างประเทศกำลังฟื้นตัว แต่เขากังวลเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่า” นายอุดม กล่าว
สำหรับปี 2557 ยอดขอรับส่งเสริมจะใกล้เคียงกับปี 2556 แม้จะยังมีปัญหาการเมืองแต่มีปัจจัยหนุนคือเศรษฐกิจโลก โดยอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก ส่วนเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง และเนเธอร์แลนด์ ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานในการออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาวเป็นต้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตั้งแต่บอร์ดบีโอไอชุดก่อนหมดอายุลงในเดือน ต.ค. 2556 และรัฐบาลประกาศยุบสภาทำให้ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ ส่งผลให้โครงการลงทุนตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ไม่มีบอร์ดที่จะพิจารณาอนุมัติการส่งเสริม โดยคาดว่าขณะนี้มีโครงการค้างท่อ รอการอนุมัติอยู่กว่าร้อยโครงการ มูลค่าลงทุนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากการเมืองยืดเยื้อไม่สามารถเลือกตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ได้ การอนุมัติโครงการจะยืดเยื้อออกไปและส่งผลกระทบต่อการลงทุนมาก เพราะต้องรอการตั้งบอร์ดชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและ รมว.อุตสาหกรรม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง ปัจจุบันทราบว่ามีโครงการจำนวนมากที่รอบอร์ดชุดใหม่เข้ามาอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม จากการได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ พบว่าตอนนี้หลายรายเริ่มเบนเข็มออกไปลงทุนประเทศอื่นหลังจากที่ประเทศไทยมีปัญหา







