
ศูนย์แล็บPTTGCบทบาทกรณีน้ำมันรั่ว
ในกรณีน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว PTTGC ซึ่งตกเป็นจำเลยทางสังคมจะไม่ออกไปโต้แย้งใดๆ ในเหตุการณ์จากวิกฤต การวางตัวแบบคนสุขุม พูดน้อย ทำให้เกิดคำถามจากสังคมภายนอกมากมายค้างคาอยู่และสงสัยว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่
ในกรณีน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว PTTGC ซึ่งตกเป็นจำเลยทางสังคมจะไม่ออกไปโต้แย้งใดๆ ในเหตุการณ์จากวิกฤต การวางตัวแบบคนสุขุม พูดน้อย ทำให้เกิดคำถามจากสังคมภายนอกมากมายค้างคาอยู่และสงสัยว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่
เรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาในเรื่องวิธีการสื่อสารในภาวะวิกฤต การทำแล้วไม่พูดหรือบางองค์กรทำแล้วพูดไม่เป็นอาจทำให้ถูกกระหน่ำจนจุก แต่จากการสังเกตการณ์ของผู้เขียนเห็นว่า ความจริงแล้วพวกเขาทำงานหนักและทุ่มเทแก้ไขอย่างจริงใจจริงจังกันสุดๆ และเห็นว่าการแก้ไขภาวะวิกฤตในน้ำมันรั่วที่สร้างความเชื่อมั่นจากสังคมที่ดีที่สุดนั่นคือ ข้อมูลที่แจ้งผลการฟื้นฟูสภาพความแวดล้อมที่มีตัวชี้วัดเป็นตัวเลข ซึ่งมาจากศูนย์แล็บ PTTGC ค่ะ
ศูนย์แล็บ PTTGC มีความน่าเชื่อถือทัดเทียมศูนย์แล็บให้บริการด้านปิโตรเคมีที่ดังๆ ในโลก เช่น Shell, BASF พวกเขาใช้งานจากศูนย์แล็บ PTTGC ในวิกฤตครั้งนี้อย่างคุ้มค่า
คุณูปการนี้ได้มาจากการสร้าง ศูนย์แล็บ PTTGC เป็นศูนย์แล็บปิโตรเคมีชั้นนำใน ASEAN แม้แต่บริษัทปิโตรเคมีใหญ่ของประเทศที่ผลิตน้ำมันและแก๊สย่านนี้ เช่น บริษัท Petronas มาเลเซีย และ Pertamena อินโดนีเซียยังส่งเจ้าหน้าที่ระดับบริหารมาขอศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการในโครงการ Petroleum & Petrochemical Complex ใหม่ในประเทศของตน
ศูนย์แล็บ PTTGC มีศักยภาพการบริการที่ครอบคลุมทุกด้านทั้งเรื่องแก๊สและน้ำมัน เพราะถือกำเนิดโดยการควบรวมแล็บจาก 4 องค์กรใหญ่ ได้แก่ PTTAR (โรงกลั่นน้ำมัน Shell & ATC) และ PTTCH (TOC+NPC) มีการบริหารแบบรวมศูนย์และดำเนินการแบบธุรกิจบริการ ทำให้เป็นที่รวมของเครื่องมือวิทยาศาสตร์และบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับองค์กร
PTTGC ภูมิใจในศูนย์แล็บของตนมาก และในวงการรู้กันว่าเป็นศูนย์แล็บปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดและมีศักยภาพมากของประเทศไทย ซึ่งในภาวะปกติศูนย์แล็บ PTTGC คือ หน่วยงานสนับสนุนการควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน
ในภาวะวิกฤตจากคราบน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว ศูนย์แล็บ PTTGC ก็มีบทบาทในการตรวจสอบการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่สำคัญ และทำงานสนับสนุนงานการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดน้ำมันรั่ววันที่ 27 ก.ค. 2556 โดยเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพ (น้ำมันและไอระเหย VOC) น้ำทะเล ทราย อากาศ ทั้งบนหาดอ่าวพร้าวและรอบเกาะเสม็ด ตลอดเวลาที่เกิดเหตุเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2556 มีการเก็บตัวอย่างส่งเข้าวิเคราะห์ในศูนย์แล็บทุกๆ วันจนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2556 เมื่อสภาพแวดล้อมดีขึ้นจึงลดความถี่ลงเป็นสัปดาห์ละครั้ง จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2556 จึงลดเป็นเดือนละครั้งต่อเนื่องไปอีก 1 ปี (ต.ค. 2557)
จนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2556 เมื่อสภาพแวดล้อมดีขึ้นจึงลดความถี่ลงเป็นสัปดาห์ละครั้ง จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2556 จึงลดเป็นเดือนละครั้งต่อเนื่องไปอีก 1 ปี (ต.ค. 2557)
เรื่องเหล่านี้ถ้าได้สื่อสารให้สังคมได้รับรู้กันอย่างแพร่หลาย โดยเลือกเนื้อหาและช่องทางที่เหมาะสม พวกเขาก็คงจะลดแรงเสียดทานจากภายนอกไปได้มาก
ผู้เขียนเห็นว่า... นี่เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา ซึ่งเจ้าขององค์กรสามารถเลือกเนื้อหามานำเสนอได้หลากหลายในการสร้างกระบวนการสื่อสารในภาวะวิกฤตค่ะ
(ติดตามเรื่องต่อไปอังคารหน้า)







