
อุตฯ ยานยนต์ปี" 57 เล็ง 6 ปัจจัยรุกตลาด 1.2 ล้านคัน
นับได้ว่าในปี 2557 เป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์สิ้นสุดแรงอานิสงส์จากมาตรการใดๆ ของภาครัฐที่สนับสนุนดังเช่นมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาล ในปี 2555 ที่ดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคไปไว้ในปีดังกล่าวล่วงหน้า ซึ่งส่งผลให้มียอดค้างส่งมอบ (แบ็กออร์เดอร์) ลากยาวมาถึงปี 2556 ถือได้ว่ายังช่วยพยุงตลาดด้านตัวเลขที่ล้นมาในปีดังกล่าวจำนวนหลายแสนคัน
นับได้ว่าในปี 2557 เป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์สิ้นสุดแรงอานิสงส์จากมาตรการใดๆ ของภาครัฐที่สนับสนุนดังเช่นมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาล ในปี 2555 ที่ดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคไปไว้ในปีดังกล่าวล่วงหน้า ซึ่งส่งผลให้มียอดค้างส่งมอบ (แบ็กออร์เดอร์) ลากยาวมาถึงปี 2556 ถือได้ว่ายังช่วยพยุงตลาดด้านตัวเลขที่ล้นมาในปีดังกล่าวจำนวนหลายแสนคัน
จากการคาดการณ์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายต่างๆ มองไปในทิศทางเดียวกันว่าภาพรวมตลาดการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2557 จะลดลงกว่าในปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 1.43 ล้านคัน และในปี 2556 ที่อยู่ในระดับ 1.3 ล้านคัน ไปอยู่ในระดับ 11.2 ล้านคัน หรือลดลงกว่า 715% จากปัจจัยหลักคือ ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยหมดแรงกระตุ้นและส่งเสริมจูงใจเหมือนในปีก่อนหน้านี้ทำให้ตลาดหดตัวลงสะท้อนความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์ในช่วงปี 2555 และ 2556 คือ 1.เงินคืนภาษีรถคันแรก 1 แสนบาทในปี 2555 และ 2.รายการส่งเสริมการจำหน่าย (โปรโมชั่น) ในปี 2556 ขณะที่ในปี 2557 เหล่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มลดการอัดโปรโมชั่นลง เนื่องจากได้ปรับแผนการผลิตและจำหน่ายในระดับที่เหมาะสม ต่างจากที่ผ่านมาที่มีปริมาณสต๊อกเยอะจนต้องใช้โปรโมชั่นเพื่อระบายสินค้า
ดังนั้น ปัจจัยที่อาจจะมีผลกระทบต่อตลาดที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ได้นำมาพิจารณาเพื่อวางแผนทำตลาดและคาดการณ์ดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งเป็น
ปัจจัยด้าน “การเมือง” มีผลต่อบรรยากาศในการจับจ่ายของผู้บริโภคจากสภาวะความไม่แน่นอนทั้งฝั่งผู้ชุมนุมต่อต้าน รวมถึงฟากฝั่งของรัฐบาลในการกำหนดทิศทางและแผนการดำเนินนโยบาย รวมถึงการแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออก จนกระทั่งเกิดสภาวะการเลื่อนการตัดสินใจในระยะสั้นออกไป
ขณะที่ผลกระทบด้าน “ตลาดหุ้น” ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบต่อภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นในประเทศไทยที่น่าจะยังมีความผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสภาวะแวดล้อมทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าว หากได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นก็อาจส่งผลต่อการชะลอการซื้อรถยนต์ได้
หันมองภาพกว้างจากปัจจัย “เศรษฐกิจโลก” จากคาดการณ์การฟื้นตัวถึงภาวะการฟื้นตัวทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อคำสั่งซื้อของต่างประเทศ โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งในปี 2557 สัดส่วนการส่งออกของบริษัทต่างๆ ได้มีการคาดการณ์ในการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าการจำหน่ายในประเทศไทย
สำหรับปัจจัยด้านเพิ่มกำลังซื้อ “ราคาพืชผลการเกษตร” ปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ถือได้ว่าเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ซึ่งมีความละเอียดอ่อนในการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในภาคการเกษตรหรือเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความชัดเจนของโครงการการรับจำนำหรือประกันราคาพืชผลการเกษตรในการคำนวณรายรับของกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว
รวมทั้งปัจจัยด้าน “ค่าครองชีพ” ที่มีผลต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนของครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน ซึ่งไม่ว่าหากราคาค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าอาหารแพงขึ้น โดยยังไม่นับรวมกับค่าผ่อนรถต่อเดือนแล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อรถยนต์ในสภาวะค่าครองชีพสูงและไม่มีแรงจูงใจอื่น จึงต้องนำมาเป็นปัจจัยการประเมินตลาด
นอกจากนี้ยังมีปัจจัย “ภัยธรรมชาติ” นับเป็นปัจจัยใหม่ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ให้ความสำคัญในการวางแผน เนื่องจากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่กระทบอย่างยิ่ง รวมถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความแปรปรวนของอากาศของโลกที่น่าจับตามอง เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาและระบบจัดการเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน
จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ให้ความสำคัญปัจจัยภายนอกเกิดขึ้น นอกเหนือจากมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคตามความถนัดของแต่ละบริษัท







