
ตอบโจทย์อสังหาฯ เวียดนามขายความเร็ว-ราคาถูก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นอย่างเฟื่องฟูในเวียดนาม แต่ในความหนาแน่นนั้นก็ยังมีที่ว่างให้นักลงทุนไทยเข้าไปทำธุรกิจได้
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นอย่างเฟื่องฟูในเวียดนาม แต่ในความหนาแน่นนั้นก็ยังมีที่ว่างให้นักลงทุนไทยเข้าไปทำธุรกิจได้ โดยต้องมีจุดขายที่แตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์เดิมๆ ที่มีอยู่ เพื่อรองรับความ ต้องการของลูกค้าในเวียดนามที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปอาศัยอยู่ในเวียดนาม
ชวิศ ช่วยชู ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบสคอน จอยท์ สต๊อก คอมพานี กล่าวว่า เบสคอนฯ เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างและออกแบบรองรับตลาดระดับกลางถึงล่าง โดยมีจุดขายที่ความเร็วและราคา ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการออกแบบและก่อสร้าง ทำให้งานเสร็จอย่างรวดเร็วภายใต้ต้นทุนที่ถูกกว่าปกติ ซึ่งในเวียดนามยังไม่มีบริษัทลักษณะนี้
บริษัทเข้าไปบุกเวียดนามได้ 7 เดือน แต่ใช้เวลาศึกษาตลาดเวียดนามกว่า 4 ปี เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ความรวดเร็วจึงเป็นโจทย์ของลูกค้าที่ตั้งให้แก่บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้าง
“ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจบริการ ออกแบบ ผลิต และก่อสร้าง ซึ่งเป็นแบบที่ในเวียดนามยังไม่เคยมี เน้นขายการก่อสร้างที่รวดเร็ว ปริมาณมาก เพราะเทคโนโลยีเราเปลี่ยนเวลาเป็นเงิน และสิ่งที่บริษัทมี ความเชี่ยวชาญคือการบริการ ซึ่งเทคโนโลยีแบบนี้มีแพร่หลายในไทยนานแล้ว แต่เวียดนามยังไม่มี เราไม่ต้องการเป็นผู้พัฒนาโครงการเพราะมีความเสี่ยงสูง แต่จะคอยเป็นผู้ให้บริการแก่ผู้พัฒนาโครงการ”
ลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด โดยบริษัทเคยพาผู้พัฒนาโครงการจากเวียดนามเดินทางมาดูงานในเมืองไทย เพื่อให้เข้าใจการก่อสร้างรูปแบบใหม่ และเจาะตลาดได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันเริ่มเห็นผลตอบรับที่ดี โดยมีโครงการอยู่ในมือแล้ว เป็นโครงการของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในเวียดนาม เน้นที่พักอาศัยของผู้สูงวัยและโรงแรม ภายใต้พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จภายใน 3 ปี เริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2556 รวมถึงโครงการท้องถิ่นที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเวียดนามเอง โดยจะเริ่มต้นดำเนินการภายในปี 2557
สำหรับราคาก่อสร้างจะเท่ากับหรือถูกกว่าการก่อสร้างแบบปกติ ขึ้นอยู่กับปริมาณการก่อสร้าง ถ้ามีการก่อสร้างมากกว่า 1,400 ยูนิตต่อปี ราคาการก่อสร้างจะถูกกว่าปกติถึง 10% โดยตลาดก่อสร้าง ที่มีปริมาณมากแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่อาศัย ในระดับกลางถึงล่าง ซึ่งตลาดดังกล่าวเป็นตลาด ที่แท้จริงของเวียดนาม และไม่มีการเก็งกำไร แต่ตลาดนี้ยังมีผู้พัฒนาโครงการเข้ามาเล่นน้อย เพราะต้นทุนสูง แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยในการก่อสร้างจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
ด้านแผนธุรกิจตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะครองตลาดเวียดนามในกลุ่มนี้ให้ได้ ส่วนคู่แข่งในปัจจุบันถือว่า ยังไม่มี แต่คู่แข่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการของบริษัทมาก บริษัทอื่นๆ จึงจะเห็นช่องว่างดังกล่าวและเปิดให้บริการเช่นเดียวกัน
ส่วนรูปแบบการก่อสร้าง คนเวียดนามไม่ชอบอยู่ตึกสูง เพราะอยู่ในพื้นราบจนเคยชิน ดังนั้น ต้องออกแบบในพื้นที่น้อยให้โปร่งเหมือนอยู่พื้นราบ เช่น ใช้กระจกเข้ามาเป็นวัสดุเสริม ขณะที่ระดับราคาที่ชาวเวียดนามรับได้คือ 600 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตร และไม่ควรเกิน 800 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตร
ที่ผ่านมากฎหมายไม่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติมากนัก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าไปลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและคำนึงถึง 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เงิน (Money) ควรมีเงินทุนของตัวเอง 2.แรงงาน (Man) เวียดนามมีแรงงานมาก 3.วัตถุดิบ วัสดุก่อสร้าง (Material) ในเมืองไทยมีราคาถูกกว่าในเวียดนาม เช่น ปูนซีเมนต์ จึงต้องคำนวณต้นทุนการผลิตอย่างรอบคอบ และ 4.การบริหารจัดการ (Management) คนเวียดนามถ้าทำงานในตำแหน่งบริหารสักพัก จะลาออกแล้วไปเปิดบริษัทใหม่เพื่อมาแข่งกับบริษัทเดิม ซึ่งจุดนี้นักลงทุนไทยจำเป็นต้องระวัง หรือมีแผนรับมือให้ดี
เวียดนามมีโอกาสอีกมากสำหรับนักลงทุน แต่ ต้องรีบศึกษาอย่างจริงจังก่อนที่จะถูกต่างชาติฉกฉวยไปหมด







