
ปลดเกียร์
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ เพราะนี่ก็ย่างเข้าสัปดาห์ที่สองของปี 2557 แล้ว และเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็มคนไทยก็ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันอีกครั้ง เพื่อเลือกคนที่ใช่ คนที่ชอบ หรือถ้าคิดว่าไม่มีคนที่ใช่ หรือไม่ชอบใครเลย เราก็ยังมีทางเลือกคือ ไม่ประสงค์จะลงคะแนน
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ เพราะนี่ก็ย่างเข้าสัปดาห์ที่สองของปี 2557 แล้ว และเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็มคนไทยก็ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันอีกครั้ง เพื่อเลือกคนที่ใช่ คนที่ชอบ หรือถ้าคิดว่าไม่มีคนที่ใช่ หรือไม่ชอบใครเลย เราก็ยังมีทางเลือกคือ ไม่ประสงค์จะลงคะแนน
ถึงแม้จะกำหนดวันเลือกตั้งมาแล้วคือ วันที่ 2 ก.พ. แต่ถึงวันนี้คงไม่มีใครกล้าฟันธงว่า เราจะมีรัฐบาลชุดใหม่ได้ไหม และถ้ามีจะได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกกลุ่มหรือไม่
แต่สิ่งที่หลายคนน่าจะคิดตรงกันก็คือ ประเทศไทยจะต้องมี “ผู้นำ” เพื่อชี้นำทิศทางของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายมากมายที่รออยู่ในปีนี้
นับตั้งแต่มีการประกาศยุบสภา ข่าวสารจากแทบทุกกระทรวงที่นำเสนอมักจะมีถ้อยคำที่ว่า “รอรัฐบาลชุดใหม่เคาะต้องฝากให้รัฐบาลชุดใหม่มาขับเคลื่อนต่อไป” โครงการหลายโครงการที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล หรือมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป ต่างหยุดชะงักกันถ้วนหน้า และหากผลการเลือกตั้งในเดือนหน้า ไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ประเทศไทยของเราจะต้องอยู่ในโหมดเกียร์ว่างแบบนี้ไปนานแค่ไหน
ขณะที่ประเทศไทยเหมือนอยู่ในสภาวะทิ้งตัวระหว่างอยู่บนเส้นทางอันลาดชัน ประเทศเพื่อนบ้านต่างขยับปรับเปลี่ยนตัวเอง ใส่เกียร์เร่งกันเต็มที่เพื่อไต่ขึ้นทางลาดไปอยู่ที่จุดสูงสุดให้ได้
หากดูในแง่การเมือง ตอนนี้พม่ามีแนวคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดช่องให้พลเมืองพม่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ร่างโดยรัฐบาลทหาร ระบุไว้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีจะต้องไม่มีสามีภรรยา หรือลูกเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์บอกว่าเป็นการจงใจที่จะตัดสิทธิไม่ให้อองซานซูจีได้ขึ้นมามีอำนาจ เพราะนางมีลูกชายสองคนที่เกิดจากสามีชาวอังกฤษ
แต่หากมองไปที่ฝั่งของกัมพูชาก็วุ่นวายระดับน้องๆ ไทยเหมือนกัน ทั้งเรื่องเดินขบวนประท้วงให้มีการเลือกตั้งใหม่และเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่แม้รัฐบาลจะยอมปรับขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ตามเป้าของผู้เรียกร้อง
สำหรับด้านเศรษฐกิจอินโดนีเซียได้ปรับสัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อดึงให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมจำเป็นได้มากขึ้น ได้แก่ การขนส่ง สาธารณสุข ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเงิน
ขณะที่เวียดนามเตรียมเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในบริษัทจดทะเบียน เพื่อหวังดึงเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ส่วนเรื่องของตลาดข้าว ที่เวียดนามมองว่าปีนี้จะเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งสต๊อกข้าวโลกที่เพิ่มขึ้นและราคาส่งออกที่ลดลง ทำให้จำเป็นต้องเดินกลยุทธ์เพื่อรักษาตลาดเก่าและหาตลาดใหม่ให้สำเร็จ โดยจะเน้นการพัฒนาคุณภาพข้าวและสร้างเครื่องหมายการค้าข้าวเวียดนามให้ได้ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าลงทุนด้านการผลิตข้าวเทคโนโลยีการแปรรูปต่อไป
ส่วนมาเลเซียกำลังโหมโปรโมตปีการท่องเที่ยวด้วยธีม Celebrating 1Malaysia Truly Asia ด้วยกิจกรรมและแพ็กเกจเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม พร้อมตั้งเป้านักท่องเที่ยวไว้ที่ 28 ล้านคน รายได้ 7.6 หมื่นล้านริงกิต หรือประมาณ 7.6 แสนล้านบาท
เห็นความเคลื่อนไหวของประเทศในอาเซียนเหล่านี้ คนไทยอย่างเราเลือกได้นะคะว่า อยู่กลางเนินอันลาดชันแบบนี้ เราควรจะปลดเกียร์ว่างและเริ่มใส่เกียร์อื่นกันได้หรือยัง







