
ไฟแนนซ์ทูเดย์
“บางครั้งคนเราก็เหมือนคนตาบอด มีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อไป”
“บางครั้งคนเราก็เหมือนคนตาบอด มีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อไป”
...ต้องเรียกว่า งานนี้เกิดการชกข้ามรุ่นจริง.... 2 วันที่ผ่านมา ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และอดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า การยกระดับการชุมนุมที่เรียกว่า การปิดกรุงเทพฯ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย และภาคธุรกิจก็ขานรับการยกระดับการชุมนุม เนื่องจากเป็นความเสียหายในระยะสั้น เพื่อนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว
ช่วงเย็นวันที่ 5 เดอะโต้งกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ความเห็นของประมนต์ทันที
...เฟซบุ๊กของกิตติรัตน์ ระบุว่า “เมื่อคืนนี้ผมมานั่งอ่านเฟซบุ๊กที่ได้รับมา ผมตกใจมากกับคำกล่าวที่ว่า การปิดกรุงเทพฯ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย... เป็นความเสียหายในระยะสั้น ผมแทบไม่เชื่อว่าเป็นคำพูดของคุณประมนต์ ประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันจริงหรือเปล่า เพราะในฐานะที่คุณประมนต์เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในวงการเศรษฐกิจและการค้า ควรจะทราบดีว่าการปิดกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนกระทบต่อภาคธุรกิจและการประกอบอาชีพของประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ และส่วนอื่นๆ ของทั้งประเทศ ซึ่งย่อมจะทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศเป็นระยะยาว” เดอะโต้ง ยอมไม่ได้จึงออกมาจัดหนักใส่รุ่นใหญ่
...แต่หากเดอะโต้งลองไปสอบถามคนทำการค้าขาย เอาเฉพาะคนที่รับงานภาครัฐในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดอะโต้งอาจตาสว่างก็เป็นไปได้ เพราะปัจจุบันพ่อค้าเหล่านี้ต้องเสียเงินใต้โต๊ะในการประมูลงานให้กับเจ๊คนดังและเครือข่ายอย่างน้อย 3540% แถมต้องควักจ่ายเป็นเงินสดทันทีเมื่อชนะการประมูล หลายคนจึงขอเป็นหุ้นส่วนประท้วงกันที่ราชดำเนิน พวกเขายอมเสียหายในระยะสั้นเพื่อสิ่งที่ดีงามในการป้องกันการทุจริตในระยะยาว...
...ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนทำมาค้าขายโดนกันไปเต็มๆ กับระบบการเมืองที่อุ้มชูพรรคพวกโดยไม่สนใจความรู้ความสามารถ เช่น คนที่เป็นกรรมการธนาคารที่รัฐบาลแต่งตั้งไปนั่งเป็นบอร์ดคอยกำกับนโยบายและลงมติอนุมัติการทำงาน กลับทำตัวเป็นกาคาบข่าวการขอสินเชื่อของลูกค้าไปบอกเจ้าของบริษัทกลุ่มพรรคพวกที่เป็นคู่แข่งขันกันให้รับทราบ...เรื่องแบบนี้มีเจ้าของธุรกิจโดนกันเป็นร้อยมิใช่สิบยี่สิบคน มิเชื่อก็ลองไปนั่งฟังตามล็อบบี้โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ก็ได้ เดอะโต้งอาจหูผึ่งในสิ่งที่เขาพูดคุยกัน...จริยธรรมหายไปหมดแล้ว...
...ยังลุ้นกันอยู่ไม่หายสำหรับบรรดาผู้ประกอบการบริษัทประกันภัย สำหรับการเสนอเรื่องให้กรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติให้นำค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่บริษัทรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศ เช่น เบสท์รี ซีซีอาร์ และบริษัท เอเชี่ยน รี ไม่ยอมจ่ายกรณีน้ำท่วมใหญ่ และกรณีเผาบ้านเผาเมืองมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักภาษี
เพราะถึงตอนนี้ธุรกิจประกันของไทยโดนกันไปถ้วนหน้า เอเชี่ยน รี จ่ายเป็นเงินให้แค่ 50% ของยอดสินไหมทั้งหมด อีกส่วนจะแปลงหนี้เป็นหุ้น เบสท์รีนั้นขาดสภาพคล่องอย่างหนักขอเหมาจ่ายแค่ 50% ส่วนซีซีอาร์นั้นจ่ายมาให้แค่ 6075% เท่านั้น เดิมทีกะว่าจะได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลรักษาการตัดสินมิได้...







