
ทวายโปรเจกต์ไปไม่ถึงฝั่ง"พม่า-ญี่ปุ่น-อิตาเลียนไทย"เสียงแตก
ปลายปี 2555 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบปะหารือกับ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีแห่งพม่า ในไซต์งานโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศประกาศร่วมกันว่าจะเห็นการก่อสร้างโครงการที่เป็นรูปธรรมในเดือน เม.ย. 2556
ปลายปี 2555 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบปะหารือกับ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีแห่งพม่า ในไซต์งานโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศประกาศร่วมกันว่าจะเห็นการก่อสร้างโครงการที่เป็นรูปธรรมในเดือน เม.ย. 2556
แต่จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าโครงการลงทุนมูลค่า 3 แสนล้านบาท ยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน แม้จะมีพันธมิตรใหม่อย่างญี่ปุ่นสนใจเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการก็ตาม
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หนึ่งในคณะทำงานประสานงานร่วมไทยเมียนมาร์เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (เจซีซี) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการว่า เบื้องต้นพม่าและไทยตกลงร่วมกันว่า จะเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการเฟสแรก (ระยะ 5 ปี) ประกอบด้วย 1.ยกระดับถนนลูกรัง 2 เลน จากทวายไปถึงชายแดนไทยพม่า เป็นถนนลาดยางแอสฟัลต์ 2.สร้างท่าเรือขนาดเล็ก 2 ท่า และ 3.ลงทุนนิคมระยะเริ่มต้น ตลอดจนระบบไฟฟ้า ประปา แหล่งน้ำ และสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับนิคม
“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างยกร่างทีโออาร์ ถนน ท่าเรือ และนิคม ซึ่งคาดว่าจะยกร่างให้เสร็จในเดือน ก.พ. และเปิดประมูลในเดือน พ.ค. แต่จะลงทุนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของเอกชนที่จะเข้ามาประมูล แต่ในระยะเริ่มแรกนี้ใช้เงินลงทุน 1 ใน 3 ของเงินที่ลงทุนทั้งโครงการ 34 แสนล้านบาท” อาคม กล่าว
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐบาลพม่า รัฐบาลญี่ปุ่น และบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจลงทุนในโครงการทวาย ตลอดจนบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือไอทีดี ที่เป็นผู้ลงทุนมาตั้งแต่ต้น กลับมีข้อเสนอการลงทุน ที่แตกต่างอยู่
อาคม บอกว่า รัฐบาลพม่าต้องการให้การลงทุนทวายเป็นการลงทุนของเอกชนทั้งหมด เพราะจะได้ ผลตอบแทนกลับมาอยู่แล้ว แม้จะลงทุนสร้างถนนและท่าเรือที่ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะมีรายได้จากนิคมอุตสาหกรรมเข้ามาช่วย ทำให้ยังมีกำไร
“รัฐบาลพม่าเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน คือ ไม่สามารถกู้เงินต่างประเทศเพิ่มได้ เพราะเงินกู้ของเขาเต็มเพดานแล้ว” อาคม กล่าว
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจเสนอว่าต้องการให้การลงทุนมีความยืดหยุ่น ในแบบรัฐร่วมเอกชน (พีพีพี) เช่น การลงทุนถนนและท่าเรือ รัฐบาลพม่าควรกู้เงินมาลงทุน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก
“ญี่ปุ่นเขาต้องการความมั่นใจจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐบาลพม่ามีส่วนร่วมลงทุน เขาก็คุยกับบริษัทญี่ปุ่น และให้รวมตัวกันไปคุยกับรัฐบาลพม่า กู้เงินมาลงทุน ไม่อย่างนั้นเอกชนญี่ปุ่นเขารับไม่ไหว” อาคม กล่าว
ญี่ปุ่นเสนอว่า หากให้เอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่าง สุดท้ายต้นทุนจะสะท้อนไปที่ราคาสินค้า ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นจนแข่งขันไม่ได้ จึงเสนอให้ประเทศเจ้าของโครงการกู้มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทยที่ญี่ปุ่นให้กู้เงินลงทุนท่าเรือและถนน และเก็บค่าบริการต่างๆ ในอัตราที่แข่งขันได้
ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เสนอว่าพร้อมจะลงทุนโครงการทวายระยะเริ่มต้นทั้งหมด ทั้งถนน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม แต่ทำได้ยาก เพราะ ติดปัญหาแหล่งเงินทุน ขณะที่สถาบันการเงินอาจ ให้กู้แค่บางโครงการเท่านั้น
หากอิตาเลียนไทยฯ ลงทุนถนน จะต้องลงทุนสูงถึง 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นเงินกว่า 5,200 ล้านบาท ก็จะต้องไปเก็บค่าเช่าที่ดินนิคมอุตสาหกรรมสูงมาก ซึ่งเมื่อที่ดินราคาแพงเกินไป ก็จะดึงดูดเอกชนมาลงทุนในนิคมไม่ได้
อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการลงทุนโครงการทวาย ก็คือ รัฐบาลพม่าต้องการเห็นโรงงานแห่งแรกเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยจัดสรรพื้นที่ตั้งทำนิคมอุตสาหกรรมเพียง 600 ไร่ ซึ่งอาจสร้างโรงงานได้เพียง 1020 โรงงานเท่านั้น และเป็นไปไม่ได้ที่โรงงานเหล่านี้จะแบกรับต้นทุนค่าสร้างถนนและท่าเรือได้ทั้งหมด ขณะที่ไอทีดีบอกว่าไม่พอต้อง 2 หมื่นไร่ และขอสร้างเมืองขนาด 2 แสนหน่วย ไม่เช่นนั้น จะไม่คุ้ม ซึ่งพม่าก็บอกว่าพื้นที่มันใหญ่เกินไป พม่า เขาขอ 1 โรงงานก่อน แต่ก็มีปัญหาตามมาว่า ถ้าไม่มีถนน ท่าเรือ เอกชนเขาก็ไม่ไหวเหมือนกัน
ส่วนท่าทีฝ่ายไทยนั้น อาคม กล่าวว่า แน่นอนว่ารัฐบาลไทยต้องการเห็นโครงการทวายเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็ช่วยมาโดยตลอด แต่ไม่ลงเงิน ปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชนและรัฐวิสาหกิจไทย เพราะถ้าโครงการเกิดจะเป็นประโยชน์กับพม่าเอง
“เรายังไม่ไปคุยกับพม่าอีกรอบ แต่จะดูข้อเสนอของเอกชนก่อน เราเคยพูดเรื่องนี้ไปแล้ว และการศึกษาของญี่ปุ่น เขาก็เสนอรูปแบบการลงทุนเป็นพีพีพี รัฐบาลรับส่วนหนึ่ง เอกชนรับส่วนหนึ่ง แต่พม่าถือว่าเป็นโครงการที่เอกชนลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ และตอนนี้เขายังคิดอยู่” อาคม กล่าว
เมื่อพิจารณาจากท่าทีฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในยามนี้ คงต้องบอกว่าการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายน่าจะยังไม่เห็นฝั่ง
ยิ่งในยามที่รัฐบาลไทย ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันโครงการนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงอย่างน้อยก็ 6-9 เดือน







