posttoday
คลังได้เวลายกเครื่องแบงก์รัฐ

คลังได้เวลายกเครื่องแบงก์รัฐ

06 มกราคม 2557

การดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ถือว่าสะดุดขาตัวเอง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักคือการปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นคนระดับรากหญ้าได้อย่างเต็มที่ เหมือนกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ถูกรัฐบาลใช้ไปทำโครงการรับจำนำในช่วง 2 ปี เพียงโครงการเดียวอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 6.8 แสนล้านบาท

การดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ถือว่าสะดุดขาตัวเอง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักคือการปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นคนระดับรากหญ้าได้อย่างเต็มที่ เหมือนกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ถูกรัฐบาลใช้ไปทำโครงการรับจำนำในช่วง 2 ปี เพียงโครงการเดียวอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 6.8 แสนล้านบาท

แต่ทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ต่างก็เจอภาวะหนี้เสียรุมเร้าจนเงินกองทุนติดลบ ทำให้ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าปกติได้อย่างเต็มที่นัก

ล่าสุด สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สั่งลุยยกเครื่องแบงก์รัฐเฟส 2 โดยการจัดทำแผนปฏิรูปแบงก์รัฐ มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการเติมเต็มช่องว่างทางการเงิน และการเพิ่มความมั่นคงในระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงพัฒนาระบบการกำกับดูแลและบรรษัทภิบาลควบคู่กันไป

พร้อมกันนี้ได้สั่งปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินที่ต่างจากเกณฑ์กำกับของธนาคารพาณิชย์ ร่างกฎหมายกลาง และร่างกฎหมายจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่ง สศค.จะทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเกณฑ์การกำกับดูแลการจัดทำแผนธุรกิจ กรอบการดำเนินงาน การประเมินผลงาน และการจัดหาทรัพยากรต่างๆ ซึ่งได้เสนอให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ สศค.เสนอยกเครื่องแบงก์รัฐ โดยให้

ธนาคารออมสิน เพิ่มบทบาทใน 2 ด้าน คือ การให้สินเชื่อระดับรากหญ้า และการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ธ.ก.ส. ต้องเพิ่มบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาชนบท เพิ่มการให้บริการระดับฐานราก และการให้สินเชื่อห่วงโซ่อุปทานการเกษตร

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ต้องเพิ่มบทบาทในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ เอ็กซิมแบงก์ ควรมีบทบาทด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น

บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ต้องเพิ่มบทบาทในการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มากขึ้น โดยทั้งหมดต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการกำกับดูแลและบรรษัทภิบาล

อย่างไรก็ดี แผนปฏิรูปแบงก์รัฐระยะที่ 2 นั้น เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากแผนระยะที่ 1 ที่สิ้นสุดลงเมื่อเดือน มิ.ย. 2556 โดยเบื้องต้น สศค.มีแนวคิดให้มีการควบคุมดูแลการทำหน้าที่ผ่านคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ผ่านการออกกฎหมายกำกับดูแลของทุกสถาบัน และมีการกำหนดเกณฑ์กำกับดูแลให้ครบทุกด้าน ทั้งการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล การแยกบัญชีธุรกรรมตามนโยบายของรัฐ เป็นต้น

สำหรับการแก้ปัญหาของ 2 แบงก์รัฐที่มีปัญหา คือ เอสเอ็มอีแบงก์ นั้นเห็นว่าในช่วง 12 ปีนี้ ควรดำเนินการตามแผนฟื้นฟูที่เสนอมา และให้มีการประเมินผลการดำเนินงานก่อนพิจารณาบทบาทของเอสเอ็มอีแบงก์อีกครั้ง

เอสเอ็มอีแบงก์ ต้องเร่งแก้ปัญหา 8 เรื่อง ได้แก่ มุ่งเน้นการขยายสินเชื่อคุณภาพ ปรับปรุงกระบวนการให้สินเชื่อได้รวดเร็วและรัดกุมมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเอ็นพีแอล โดยในปี2556 ตั้งเป้าหมายการแก้ไข หรือเอ็นพีแอล จำนวน 1.07 หมื่นล้านบาท ล่าสุดสามารถแก้ไขเอ็นพีแอลได้แล้ว 9,270 ล้านบาท ซึ่งปรับเป็นหนี้ชั้นปกติได้ 7,640 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย 17.59%

การเร่งทบทวนแก้ไขระเบียบคำสั่งสำคัญ ปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนและอัตราดอกเบี้ย การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ปรับปรุงระบบงาน ระเบียบ คำสั่ง และการปรับโครงสร้างองค์กรและบุคลากร

ขณะที่ ไอแบงก์ ต้องเดินตามแผนฟื้นฟู และต้องเร่งแก้ปัญหา 4 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อ การคุ้มครองเงิน การฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการเงิน รวมถึงการฟื้นฟูด้านการบริหารจัดการองค์กร

ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ไอแบงก์สามารถแก้ไขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กว่า 1.24 หมื่นล้านบาท และกระทรวงการคลังได้มีการอนุมัติเงินเพิ่มทุนจากงบประมาณปี 2556 จำนวน 449 ล้านบาท รวมถึงได้ดำเนินการตั้งงบประมาณอีก 2,500 ล้านบาท ในปีงบ 2557 ให้อีกด้วย

ต้องติดตามว่าปรับปรุงกันขนาดนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะเข้ามาพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ขนาดไหน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท