posttoday
เชื่อมอารยะธรรมโบราณปลุกท่องเที่ยว 4 ชาติ

เชื่อมอารยะธรรมโบราณปลุกท่องเที่ยว 4 ชาติ

03 มกราคม 2557

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

ว่ากันว่าการท่องเที่ยวเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด หากต้องการรู้จักโลกกว้างก็ต้องก้าวออกไปให้เห็น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านรั้วติดกัน ไม่ให้ “ใกล้ตา แต่ไกลใจ”

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือง่ายสุดที่จะทำให้คนรู้จักกัน และประเทศแถบอินโดจีนที่ประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโบราณคดี ถือเป็นจุดขายสำคัญที่จูงใจนักท่องเที่ยวตะวันตก โดยเฉพาะโบราณสถานเครือข่ายอาณาจักรจามและขอมที่มีเสน่ห์ให้ค้นหา แม้นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะรู้จักนครวัด แต่ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแนวผจญภัยและสถานที่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผ่านการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างไทย ลาว กัมพูชา และขยายต่อไปถึงเวียดนาม

ปัจจุบันเส้นทางการคมนาคมทางรถยนต์มีความสะดวกมากขึ้น ทำให้สามารถเชื่อมเส้นทางระหว่างนครวัดที่เป็นมรดกโลกกับถาลาบริวัตรในจังหวัดสตรึงเตรง ที่เป็นกลุ่มปราสาทยุคเก่ากว่านครวัด รวมถึงปราสาทพระวิหารในกัมพูชา ขณะเดียวกันก็เชื่อมถึงปราสาทวัดพู แหล่งมรดกโลกในลาว และเชื่อมไทยที่มีแผนจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกพิมายพนมรุ้งเมืองต่ำในอนาคต อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับปราสาทหมี่เซิน ปราสาทโบราณของอาณาจักรจามปา ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของเวียดนาม

เท่ากับตอนนี้มี 4 มรดกโลกที่อยู่ในระนาบเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้กลุ่มอารยธรรมที่มีเสน่ห์และยังไม่ถูกครอบด้วยความเป็นเมือง ซึ่งน่าจะเป็นจุดขายที่โดนใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวในกลุ่ม 4 ประเทศก็เริ่มท่องเที่ยวกันเองมากขึ้น

ตอนนี้สำคัญอยู่ที่ใจของคนใน 4 ประเทศว่าจะเปิดใจก้าวข้ามอคติและความขัดแย้ง โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์และก้าวข้ามความขัดแย้งโดยใช้แนวทางการเจรจา นอกจากนี้ การท่องเที่ยวจะช่วยกระจายประโยชน์สู่คนในท้องถิ่น ทั้งโอกาสเรื่องรายได้ ถนน ไฟฟ้า ประปา ที่จะตามมา

แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ การทำหน้าที่ของไกด์ซึ่งต้องได้รับการบ่มเพาะให้นำเสนอแบบใหม่ ไม่เล่นมุขตลกเหยียดหยามชาติตัวเองเพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยว และส่งเสริมให้ไกด์มีองค์ความรู้เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม โบราณสถาน รวมทั้งปรับนำเสนอให้น่าสนใจ ไม่เน้นเนื้อหาเครียดๆ หรือท่องจำ ซึ่งจะเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงประจักษ์และช่วยเปิดประตูใจให้กว้างขึ้น

กรณีของปราสาทพระวิหารที่เป็นข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่ายมานาน 50 ปี ถึงวันนี้อาจต้องทิ้งให้เวลาช่วยเยียวยาใจของผู้คน ขณะที่ทางการก็ต้องดำเนินการเจรจาแบ่งเส้นเขตแดนให้มีความชัดเจน แต่ฝ่ายไทยไม่จำเป็นต้องแตะเรื่องที่พระวิหารเป็นมรดกโลก ยังไม่ต้องเสนอตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวในตอนนี้ เพราะจะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นคู่ขัดแย้งและไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้น ต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อคลี่คลายความบาดหมางเสียก่อน

“สิ่งที่ควรทำ คือ ปล่อยให้กัมพูชาจัดการเรื่องพระวิหารมรดกโลก โดยให้ชาติตะวันตกเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งมีทุนทรัพย์และไม่เกิดความแคลงใจ ทำให้ภาคเหนือของกัมพูชาพัฒนาขึ้น และจะส่งอานิสงส์ถึงไทยด้วย”

ในอนาคตนักท่องเที่ยวไทยจะเข้าไปเที่ยวปราสาทพระวิหารมากขึ้น แต่ต้องกำจัดมายาคติเดิมๆ ออกไป เช่น ความคิดว่าทางขึ้นอยู่ในฝั่งไทย ทั้งที่การสร้างปราสาทบนหน้าผา คนโบราณต้องการให้ทุกคนสามารถมองเห็นและบูชาได้ทุกวัน ขณะที่ทางขึ้นมีหลายทาง ในฝั่งกัมพูชามีระยะทางขึ้นจากที่ราบแค่ 500 เมตร หากขึ้นจากฝั่งไทยต้องไต่ภูเขา 20 กม. แต่คนบางส่วนก็ตีความว่าทางขึ้นอยู่ในฝั่งไทย และมายาคตินี้ทำให้เข้าใจว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทย

ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ซึ่งควรใช้การสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจและช่วยให้ก้าวข้ามความเกลียดชัง ขณะที่โบราณสถานเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทั้ง 4 ประเทศ เพราะเป็นเครือญาติทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต จากปราสาทหมี่เซินในยุคอาณาจักรจามปาที่ส่งอิทธิพลมายังปราสาทวัดพู ปราสาทพระวิหาร และปราสาทพนมรุ้ง

น่าสังเกตว่าประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี ทั้ง พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา มีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกันเอง แสดงว่าตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง แต่ไม่มีไทย ซึ่งเราควรหันมาถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ