
ย้อนรอยไทยวิกฤต (1)
“Crisis” หรือวิกฤตเป็นเรื่องที่ทุกประเทศในโลกกลัว และก็ประสบพบกับวิกฤตกันเป็นระยะๆ อย่างประเทศไทยวันนี้ก็กำลังพบกับวิกฤตการเมืองที่ยังหาทางแก้ไม่ตก และอาจมีทีท่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน
“Crisis” หรือวิกฤตเป็นเรื่องที่ทุกประเทศในโลกกลัว และก็ประสบพบกับวิกฤตกันเป็นระยะๆ อย่างประเทศไทยวันนี้ก็กำลังพบกับวิกฤตการเมืองที่ยังหาทางแก้ไม่ตก และอาจมีทีท่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน
ถ้าจะมองดูย้อนอดีตอาจจะพบว่า วิกฤตของประเทศเกิดขึ้นจากหลายประเทศ 1.ประการแรกที่พบในประเทศกำลังพัฒนา คือ “วิกฤตสังคมซึ่งมีฐานมาจากการเมือง” แย่งชิงอำนาจกันระหว่างทหารกับทหาร ทหารกับพลเรือน ประเทศไทยขณะนี้ คือ “ประชาชนกับประชาชน” และอาจจะรุนแรงถึงสงครามกลางเมือง และอาจจะก้าวไปถึงการสู้กันด้วยอาวุธเพื่อแยกประเทศ เช่น เกาหลี เวียดนาม แม้ในอเมริกาสงครามเลิกทาสก็รบกัน
2.วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งจะต่อเนื่องกับสังคม เช่น สงครามในประเทศ ทั้งสงครามโลกเศรษฐกิจก็ตกต่ำ ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นอเมริกา วิกฤตการเงินอย่างเดียวทำให้เกิดวิกฤต เช่น ตลาดหุ้นล้ม โรค Hamburger ปั่นตลาดเงินจนมีหนี้เสียทั้งระบบทั่วประเทศ ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนา มีหนี้เสียเสียเองเพราะรัฐใช้เงินเกินตัว ประชานิยมเกินเหตุ เช่น สเปนในปัจจุบัน
3.วิกฤตที่เกิดจากอุบัติภัยทางธรรมชาติ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ประเทศไทยก็มีอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจก็ชะลอตัว
ส่วนประเทศไทยจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่ 50 ปีที่ผ่านมามีวิกฤต 7 ครั้ง ครั้งแรกคือสมัยนายกฯ ถนอมประภาส เป็นวิกฤตการเมือง นักศึกษาออกมาสู้กับทหาร จากนั้นก็ทำให้เศรษฐกิจชะงักลง หลังจากนั้นก็มีปฏิวัติอีกหลายครั้ง มีการเรียกร้องสมัยนายกฯ เปรม ให้มีการเลือกตั้ง ทุกครั้งจะกระทบเศรษฐกิจที่ชะลอและหยุดลง
ใน 50 ปีที่ผ่านมา วิกฤตประเทศเกิดจากการเมือง 4 ครั้ง (ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5) เกิดจากการเงิน 4 ครั้ง ปิดทรัสต์ หุ้นตก อัตราแลกเปลี่ยนถูกเก็งกำไร ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือ ปี 2540 ต้มยำกุ้ง ใช้เวลานานถึง 58 ปี กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ ช่วงนั้นจีดีพีติดลบ 78% เพราะพิษวิกฤตการเงินอเมริกาที่เรียกว่าแฮมเบอร์เกอร์ สถาบันการเงินไทยถูกกระทบด้วย เพราะการเงินเปิดสู่ระบบเปิดเป็น Global Linkageทั่วโลก
วิกฤตในอดีตเกี่ยวกับน้ำมันมี 3 ครั้งใน 50 ปี 2 ครั้งแรก กลุ่มโอเปกค้าน้ำมันฮั้วกันขึ้นราคาน้ำมันทั่วโลก 2 ครั้ง ราวๆ 3040 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วโลก เพราะน้ำมันคือต้นทุนของสินค้าทุกประเภท ที่รุนแรงอีกครั้งก็สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามน้ำมันโลก คูเวตไม่มีน้ำมันสู่ซัพพลายให้โลก ไทยถูกกระทบในช่วงนั้นราวๆ ปี 25372538
ราคาค่าขนส่ง ค่าผลิตสินค้าขั้นทันที 2025% และขณะนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกำลังขึ้นราคาไฟอีก 50 สตางค์ ก็เพราะเรานำเข้าน้ำมันมาผลิตไฟฟ้าร่วม 50% และเกิดจากเงินบาท
อ่อนตัวลง ซื้อน้ำมันเป็นดอลลาร์ก็แพงขึ้น รับรองได้ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงเรื่องเงินเฟ้อ วิกฤติการเมืองยุคสมัยกำนันสุเทพ น่ากลัวจริงๆ
แต่วิกฤติการเมืองตั้งแต่ในอดีตพบว่า ผลกระทบรุนแรงขาดความเชื่อมั่น เสียชีวิตเลือดเนื้อ ผลกระทบจะเป็นระยะสั้น การเมืองรุนแรง มีผลที่สุดสมัยจำลองสุจินดา ที่พระเจ้าอยู่หัวต้องเรียก 2 ท่านมายุติความขัดแย้ง ช่วงนั้นก็มีการฆ่ากัน เผาบ้านเผาเมือง เดินขบวนปักหลักที่ราชดำเนิน ก็แค่ 3 เดือน ก็รู้ผล
แม้ในอดีตสมัยนายกถนอมประพาส 14 ตุลา ก็ระยะสั้นเดือนเดียว ปฏิวัติแต่ละครั้งก็ไม่เกิน 1 เดือน เช่น สมัยนายกชาติชาย ที่กลับเมืองไทยไม่ได้ สมัยเสื้อเหลือง
สนธิกับทักษิณ สมัยเสื้อแดงกับอภิสิทธิ์ก็สั้น 1 เดือนกว่าก็รู้ผล แต่คราวนี้ ดูท่าจะยาวแน่ๆ ผ่านมาเดือนเกือบ 2 เดือนยังมองไม่เห็นฝั่ง ปีหน้า 2 กุมภาพันธ์ ถ้าจะเลือกตั้งเข้ามาก็
ไม่จบ ถ้านายกปูกลับมาอีกก็วุ่นอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนคนอื่น หรือพรรคอื่น (ดูว่าประชาธิปัตย์จะยังชักเข้าชักออก) ก็จะมีพรรคที่ 3 เช่น คุณบรรหารกลับมานั่งรักษาการ ก็ไม่จบ
ดังนั้นถ้าจะไม่ประมาท วิกฤตการเมืองคราวนี้ ยาวแค่ไหนอย่างน้อยมากกว่า 3 เดือน Break Record สมัยจำลองสุจินดา ผลกระทบก็จะทำเศรษฐกิจชะลอหรือตกต่ำ
ทุกค่ายคาดการณ์ว่า G.D.P. จะตกลง ต่ำกว่า 4% ถ้ายืดไปกลางปี รับรองได้ว่า จะได้เห็นตัวเลข 12% ของ G.D.P. และถ้าผลไปถึงปีใหม่ปีหน้า คงจะได้เห็น G.D.P. ติดลบเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 50 ปี
ท่านรักษาการคงจะทำอะไรไม่ได้ ก็จะทิ้งไว้ให้ข้าราชการประจำ(สมัยท่านนายกคึกฤทธิ์ ท่านเคยพูดไว้ว่า พรรคข้าราชการนี่แหละที่เข้มแข็งที่สุด) ดูว่าพรรคข้า
ราชการประจำ ต้องออกมาทำงานให้ประเทศ เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และเหล่าทหาร ซึ่งเป็นข้า
ราชการประจำเหมือนกัน คงจะต้องบริหารประเทศอีกระยะ
ทะเลาะกันคราวนี้ หนีไม่พ้นก็เรื่องเดิม แย่งอำนาจกันระหว่างประชาชนกับประชาชน ต้นเหตุก็เหมือนเดิมคือ คุณภาพคุณธรรมนักการเมืองตกต่ำ แม้จะมีสถาบัน
พระปกเกล้าก็ไม่ช่วยยกระดับนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวก เห็นแก่พรรค โดยอ้างความรักชาติ
ดังนั้นพวกเราประชาชนต้องอดทน อดกลั้น และอย่าลืมต้องอดออมสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจที่ตามมาคราวนี้ จะลองวิเคราะห์สาขาเศรษฐกิจที่จะถูกผลกระทบมากที่สุด
รวมทั้งอสังหาฯ ของเราด้วย เลิกทะเลาะกันเสียทีได้ไหม







