
ตลาดรถพรีเมียมเชื่อฝ่าการเมืองโตได้
“อมร เพรสทีจ” ชี้การเมืองไม่กระทบกำลังซื้อรถพรีเมียม เผยแผน 5 ปี เล็งเพิ่มโชว์รูมรับเออีซี
“อมร เพรสทีจ” ชี้การเมืองไม่กระทบกำลังซื้อรถพรีเมียม เผยแผน 5 ปี เล็งเพิ่มโชว์รูมรับเออีซี
นายนพดล นิลธรรมชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมร เพรสทีจ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู เปิดเผยว่า ตั้งแต่บริษัทเริ่มเปิด อมร เพรสทีจ เป็นผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) บีเอ็มดับเบิลยู รายล่าสุด ช่วงเดือน พ.ย.ธ.ค. 2556 บริษัทมียอดจำหน่ายรถยนต์ไปแล้ว 54 คัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จากเป้าหมายที่บริษัทแม่ตั้งไว้ให้ที่ 51 คัน ถือว่าได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ทำให้สามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าที่วางไว้ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีความแน่ชัดและมีเวลาทำตลาดช่วงสั้นๆ
ทั้งนี้ จากยอดขายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าแม้สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้จะมีความไม่แน่นอน แต่ไม่มีผลกระทบต่อกำลังซื้อในกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคระดับนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ที่มองว่าตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมอาจชะลอตัวจากผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองที่คาดว่ามีการเลือกตั้งในช่วงเดือน ก.พ. เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จะต้องจับตาดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองและทิศทางต่างๆ ในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งทางบริษัทได้เตรียมวางแผนสำหรับรับมือไว้ในเบื้องต้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 415 คัน หรือมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท แม้ว่าสถานการณ์การเมืองจะไม่มีความแน่นอนและอาจกระทบกับตลาดรถระดับพรีเมียมในช่วงต้นปี รวมถึงตลอดทั้งปีที่อาจมีความเปลี่ยนแปลง แต่บริษัทยังเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้นตามลำดับ จึงมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายตลอดทั้งปีได้ตามเป้า
นายนพดล กล่าวว่า สำหรับแผนงานของบริษัทเน้นความสำคัญในการให้บริการหลังการขายในการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม เพื่อให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีแผนการเพิ่มช่องซ่อมในการให้บริการเป็น 14 ช่องซ่อมจากปัจจุบันมี 7 ช่องซ่อม ภายใน 3 ปี และภายใน5 ปีจากนี้ จะมีการขยายศูนย์จำหน่ายและบริการบีเอ็มดับเบิลยูเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่มองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศจากการเปิดเออีซี จะส่งผลดีให้ภาคธุรกิจในประเทศไทย และเกิดความต้องการในการซื้อรถยนต์ในอนาคต







