
แนวปฏิบัติ ครม.หลังยุบสภาศึกษากรณีเครือรัฐออสเตรเลีย
ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) ในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นั้น การพ้นจากตำแหน่ง (Vacate Office) ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเหตุยุบสภานั้น มิได้ทำให้ ครม.ต้องกลับไปนอนอยู่บ้านเฉยๆ หรือออกไปตะลอนๆ หาเสียงเลือกตั้ง
ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) ในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นั้น การพ้นจากตำแหน่ง (Vacate Office) ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเหตุยุบสภานั้น มิได้ทำให้ ครม.ต้องกลับไปนอนอยู่บ้านเฉยๆ หรือออกไปตะลอนๆ หาเสียงเลือกตั้ง
ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งจากการยุบสภา มีหน้าที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเป็นการชั่วคราว จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดิน
ในประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร หน้าที่เช่นว่านี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ (Convention) ส่วนประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น บางประเทศก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Convention) เช่น เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นต้น แต่บางประเทศก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน เช่น ประเทศไทย (มาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550) เป็นต้น
ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุยุบสภานั้น “ทำอะไรได้บ้าง”
ในกรณีนี้ขอยกธรรมเนียมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญของเครือรัฐออสเตรเลียเป็นกรณีศึกษา โดยสัญญาว่าจะไม่วุ่นวายหรือล่วงไปวิเคราะห์มาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อรักษาความเป็นกลางทางวิชาการ และการดำเนินการตามมาตรา 181 ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอแนะโดยตรงอยู่แล้ว
เครือรัฐออสเตรเลียนั้นถึงจะมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่รัฐธรรมนูญเขามีเพียง 128 มาตรา ก็มิได้บัญญัติหน้าที่ ครม.ภายหลังการยุบสภาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศในเครือจักรภพทั้งหลายว่า ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุยุบสภา มีหน้าที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเป็นการชั่วคราว จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่
การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ภายหลังจากการยุบสภานั้น อยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ ไม่มีอำนาจเต็ม (Full Accountability) ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอีกต่อไป คงมีเพียงหน้าที่กำกับดูแล (Caretaker Role) ให้การบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้โดยราบรื่นเท่านั้น และเช่นเดียวกับประเทศในเครือจักรภพทั้งหลาย
เครือรัฐออสเตรเลียมีธรรมเนียมปฏิบัติในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครม.เป็นไปได้โดยราบรื่น (Caretaker Conventions) ว่า ครม.ต้องหลีกเลี่ยง (Avoid) การดำเนินการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1.การตัดสินใจในเรื่องทางนโยบายหลัก (Major policy Decisions) บรรดาที่อาจมีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดใหม่
2.การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ (Significant Appointments)
3.การทำสัญญาหรือดำเนินกิจการบรรดาที่มีความสำคัญ (Major Contracts or Undertakings)
หากพิจารณาลึกลงไปจะเห็นว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้มิได้ผูกพันเฉพาะ ครม.ภายหลังจากการยุบสภา ซึ่งเป็น “ผู้ตัดสินใจ” เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับข้าราชการประจำที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการ (Agency Head) ที่เป็น “คนเสนอเรื่อง” ต่อ ครม.เพื่อวินิจฉัยด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีและ ครม. (Department of the Prime Minister and Cabinet) ของรัฐบาลแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย จึงได้วางแนวปฏิบัติ (Guidance) ในการปฏิบัติหน้าที่ ครม. และหัวหน้าส่วนราชการภายหลังการยุบสภาไว้ แต่แนวปฏิบัติดังกล่าวก็หาได้ปลดความรับผิดชอบของ ครม. และหัวหน้าส่วนราชการในการใช้ดุลพินิจของตนว่าสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครม.หรือไม่
แนวปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ ครม. และหัวหน้าส่วนราชการภายหลังจากการยุบสภา วางหลักเกณฑ์ให้ต้องหลีกเลี่ยงไว้ดังนี้
lกรณีการตัดสินใจทางนโยบายหลัก
ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ผูกพันมิให้หัวหน้าส่วนราชการเสนอเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องในทางนโยบายหลักต่อ ครม.ภายหลังการยุบสภา และ ครม.ต้องพิจารณาว่าเรื่องที่เสนอมานั้นเกี่ยวกับนโยบายหลักที่อาจมีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดใหม่หรือไม่
การพิจารณาว่าเรื่องใดเป็น “นโยบายหลัก” หรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะในแง่นโยบายและทรัพยากรที่ใช้ (Policy and Resources) เท่านั้น หากต้องพิจารณาความไม่สอดคล้องกัน (Contention) ของนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง (Election Campaign) ของพรรคการเมืองด้วย โดยเฉพาะนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งของพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน
ทั้งนี้ ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มุ่งหมายเฉพาะการเสนอให้มีการตัดสินใจ และการตัดสินใจ (Making of Decision) ของ ครม. เกี่ยวกับนโยบายหลักที่เกิดขึ้นภายหลังการยุบสภาแล้วเท่านั้น ไม่รวมถึงการดำเนินการตามปกติประจำ และนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่เป็น ครม.ภายหลังการยุบสภา
แต่หากมีความจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตัดสินใจในเรื่องทางนโยบายหลัก ธรรมเนียมปฏิบัติของเขากำหนดให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนั้นต้องหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก่อน เพราะฝ่ายค้านอาจชนะเลือกตั้งและเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก็ได้ตามหลักการเคารพต่อเสียงข้างน้อย และเพื่อมิให้ ครม.ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายหลักไปในทางหาเสียงอันเอาเปรียบฝ่ายค้าน
ในอดีตเคยเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงขึ้นในประเทศและอยู่ในช่วงยุบสภา จำเป็นอย่างยิ่งที่ ครม.ต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชน ครม.ก็มอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก่อนการอนุมัติ
lกรณีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ
ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ผูกพันมิให้หัวหน้าส่วนราชการเสนอเรื่องการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่อ ครม.ภายหลังการยุบสภา แต่หากมีการเสนอขึ้นมา ครม.ต้องพิจารณาในลำดับแรกก่อนว่าเข้ากรณีดังกล่าวหรือไม่ โดยการพิจารณาว่าตำแหน่งใดสำคัญหรือไม่นั้น ครม.ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าการแต่งตั้งนั้นอาจก่อให้เกิดข้อครหา หรือความขัดแย้ง (Controversial) ขึ้นหรือไม่
การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญตามธรรมเนียมปฏิบัตินี้ มิได้จำกัดแต่เฉพาะตำแหน่งที่ “คณะรัฐมนตรี” เป็นผู้แต่งตั้งเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงตำแหน่งที่ “รัฐมนตรี” มีอำนาจแต่งตั้งหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนั้นด้วย
หากกรณีมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนั้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ครม.และหัวหน้าส่วนราชการเสนอให้แต่งตั้งผู้นั้นรักษาการในตำแหน่งไปก่อน แต่หากต้องการแต่งตั้งถาวร ครม.หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนั้น ต้องหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก่อน
lการทำสัญญาหรือดำเนินกิจการที่สำคัญ
ตามแนวปฏิบัติได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาในกรณีนี้ว่า นอกจากจะพิจารณาจากมูลค่าของสัญญาหรือกิจการแล้ว ต้องพิจารณาด้วยว่าการทำสัญญาหรือดำเนินกิจการนั้นกระทำเป็นงานปกติประจำ หรือมีลักษณะไปในทางการผลักดันนโยบายการเมืองเป็นผลสำเร็จ หากไม่แน่ใจ ครม. หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนั้น แล้วแต่กรณีต้องหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก่อนดังที่กล่าวไว้
นอกจากจะต้องหลีกเลี่ยง (Avoid) การดำเนินการที่มีลักษณะ 3 ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว แนวปฏิบัติของ ครม. และหัวหน้าส่วนราชการเพิ่มเติมในกรณีดังต่อไปนี้ด้วย
1.ครม. และหัวหน้าส่วนราชการภายหลังการยุบสภานั้น ไม่ควรแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันในหนังสือสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ และงดเยือนรัฐต่างประเทศ ส่วนการรับรองอาคันตุกะนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องชี้แจงให้อาคันตุกะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งด้วย
2.ให้ทุกหน่วยงานพิจารณาทบทวนการประชาสัมพันธ์ภาครัฐในช่วงยุบสภา จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ โดยไม่ควรเผยแพร่ข่าวหรือประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในลักษณะชี้นำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
3.การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานรัฐต้องไม่เชื่อมโยงไปยังพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีข้อความที่เป็นการประชาสัมพันธ์ประวัติหรือผลงานของรัฐมนตรีหรือ ครม.
4.ส่วนราชการต้องเปิดให้ทุกพรรคเข้าไปหาเสียงได้ตามหลักความเสมอภาค







