
เงินบาทจ่อทะลุ 33 ธปท.เชื่อไม่อ่อนปวกเปียก
ไม่เฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทยเท่านั้นที่ “ติดดอยสุเทพ” เปิดซื้อขายวันแรกของศักราชใหม่ติดลบไปถึง 67.94 จุด ลบ 5.23% แม้ว่าต่างชาติจะซื้อสุทธิ 125 ล้านบาท แต่นักลงทุนไทย สถาบัน กองทุนต่างพากันขายออกอย่างหนัก จนบรรดารายย่อยพากันไข้ขึ้นกันทั้งเมือง
ไม่เฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทยเท่านั้นที่ “ติดดอยสุเทพ” เปิดซื้อขายวันแรกของศักราชใหม่ติดลบไปถึง 67.94 จุด ลบ 5.23% แม้ว่าต่างชาติจะซื้อสุทธิ 125 ล้านบาท แต่นักลงทุนไทย สถาบัน กองทุนต่างพากันขายออกอย่างหนัก จนบรรดารายย่อยพากันไข้ขึ้นกันทั้งเมือง
ค่าเงินบาทก็เป็นอีกตลาดที่ผันผวนรวดเร็วจนอ่อนค่าใกล้ 33 บาท/เหรียญสหรัฐรอมร่อ โดยปิดตลาดวันที่ 2 ม.ค. ที่ 32.98 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่งเข้าไปแล้ว โดยเงินบาทยังคงถูกกดดันอย่างต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองในประเทศที่ยังคงลากยาวข้ามไปยังปี 2557
เทียบเคียงให้เห็นภาพชัดๆ ในรอบ 1 เดือน เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2556 เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.11 บาท/เหรียญสหรัฐ พอถึงวันที่ 27 ธ.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายในตลาดออนชอร์ เงินบาทปิดที่ 32.86 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงเดือนเดียว 2.43% เปิดตลาดวันแรกของศักราช 2557 เงินบาทอ่อนค่ามาแตะที่ระดับ 32.98 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงมาเห็นๆ ทันที 0.17%
ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2556 นั้น เงินบาทอ่อนค่าลงแล้ว 6.9% เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดปี 2555
โดยเงินบาททะยานขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 16 ปี ที่ 28.55 บาท/เหรียญสหรัฐ ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนแรกของปี ก่อนจะปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของปี มาแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง หลังจากที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ และสัญญาณชะลอมาตรการคิวอีที่กำลังจะเริ่มขึ้นในต้นปี 2557 กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติพลิกสถานะกลับมาขายสุทธิในตลาดพันธบัตร และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างหนัก
คำถามที่ตามมาในตลาดเงิน และบรรดาผู้ส่งออกนำเข้า คือ เงินบาทจะไปทางไหนต่อไป
นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวน แต่ก็รักษาระดับการซื้อขายไม่ให้หลุดกรอบ 33 บาท/เหรียญสหรัฐเอาไว้ได้ ช่วงเช้าที่เปิดตลาดก็ปรับอ่อนค่าลงไปที่ระดับ 32.9132.97 บาท/เหรียญสหรัฐ และปิดตลาดในช่วงเย็นที่ระดับ 32.9332.98 บาท/เหรียญสหรัฐ
สาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก เป็นผลจากปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ จากการเมืองที่ไม่คลี่คลาย และจะมีการชุมนุมใหญ่เพื่อชัตดาวน์กรุงเทพฯ อีก
ขณะที่ รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงนี้มีผลจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังถือว่าเคลื่อนไหวในระดับที่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะค่าเงินบาทคือตัวสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจในช่วงนี้ด้วย เนื่องจากปัญหาการเมืองก็มีผลอยู่ ดังนั้นค่าเงินบาทระดับนี้จึงไม่ได้ถือว่าแข็งหรืออ่อนค่าเกินความจริง
อย่างไรก็ดี รุ่ง ไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทจะปรับอ่อนปวกเปียกไปกว่านี้ เพราะการที่ค่าเงินจะอ่อนแบบปวกเปียกได้ จะต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากระทบ
ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดข้างหน้าเงินบาทอาจจะยังเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทิศทาง ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีกว่าหรือแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้
รุ่ง ประเมินว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทในช่วงนี้มี 4 ปัจจัยหลัก
1.เศรษฐกิจสหรัฐที่มีข้อมูลด้านดีออกมาต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงินต่อไปได้ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุล รวมทั้งค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงด้วย
2.ตลาดที่บางเวลาก็มีผลต่อค่าเงินบาท หลายตลาดยังไม่เปิดทำการ ตลาดที่บางเวลามีปัจจัยอะไรมากระทบค่าเงิน ก็มักจะเคลื่อนไหวได้มากกว่าปกติ
3.ผลกระทบจากช่วงเดือน ม.ค. หรือที่เรียกว่า “แจนยัวรี เอฟเฟกต์” ที่ในช่วงต้นปีซึ่งหลายบริษัททั่วโลกจะปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ และถ้าปรับไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งก็มีผลต่อค่าเงินบาทด้วย เช่น เดิมนักลงทุนต่างชาติมีมุมมองต่อตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยว่าน่าสนใจเข้ามาลงทุนมาก ก็มีผลให้เงินทุนไหลเข้ามามาก ซึ่งในปีนี้ไทยอาจจะยังมีความน่าสนใจอยู่ แต่ถ้าเทียบกับสหรัฐ ไทยอาจจะน่าสนใจน้อยลงบ้าง ทำให้อาจจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
4.ปัญหาการเมืองของไทยเอง สะท้อนได้จากตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีปรับลดลงมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
แน่นอนว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะช่วยให้ภาคส่งออกมีรายรับเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกมีสภาพคล่อง และอาจจะมีกำไรในรูปเงินบาทมากขึ้นก็ได้







