
หุ้นที่ได้ดีจากเซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป
การจัดงาน Shanghai World Expo ซึ่งถือเป็นงานใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดเป็นปัจจัยหนุนให้กิจกรรมการเศรษฐกิจของจีนสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2553-3/2553
การจัดงาน Shanghai World Expo ซึ่งถือเป็นงานใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดเป็นปัจจัยหนุนให้กิจกรรมการเศรษฐกิจของจีนสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2553-3/2553
โดย...สถาบันวิจัยนครหลวง
การจัดงาน Shanghai World Expo ซึ่งถือเป็นงานใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดเป็นปัจจัยหนุนให้กิจกรรมการเศรษฐกิจของจีนสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2553-3/2553 โดยจากการประเมินของ Shanghai University of Finance and Economics คาดว่างาน
Shanghai World Expo 2010 จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก กว่าการจัดงานโอลิมปิกปักกิ่งครั้งที่ผ่านมาถึง 3.49 เท่า
ทั้งนี้ กลุ่มเกี่ยวข้องกับการอุปโภค-บริโภคในจีน เช่น โรงแรม การบิน ค้าปลีก คาดจะได้ประโยชน์จากความต้องการที่สูงขึ้นเป็นอันดับแรก ขณะที่สินค้าในภาคอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มเกษตร กลุ่มบรรจุภัณฑ์และปิโตรเคมี กลุ่มขนส่งทางเรือโดยเฉพาะเรือคอนเทนเนอร์ และกลุ่มน้ำมันและถ่านหิน
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และ|การกลั่น (PTTAR) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) และบริษัท อาร์ซีแอล (RCL) โดยประเมินว่าเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากการจัดงาน Shanghai World Expo โดยเป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากการจัดงาน นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นใน SCRI Universe ที่ส่วนใหญ่มีผลประกอบการดีขึ้นจนได้รับการปรับประมาณการเพิ่มในช่วงก่อนหน้าและหุ้นที่เริ่มฟื้นตัวโดยผ่านพ้นจุดต่ำสุดของการดำเนินงานมาแล้วและมีแนวโน้มจะดีขึ้น
ทั้งนี้ ราคาเหมาะสมของ PTT อยู่ที่ 330 บาท PTTEP อยู่ที่ 200 บาท BANPU (ระหว่างทบทวนปรับเพิ่มราคาเหมาะสม) PTTAR อยู่ที่ 31.50 บาท
Shanghai World Expo เป็นการจัดงานแสดงสินค้า บริการและนวัตกรรม รวมถึงแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ของทั่วโลก ซึ่งในปี 2553 จัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ภายใต้ Concept “Better City,|Better Lift” งาน Shanghai World Expo ถือเป็นงานใหญ่อันดับ 3 ของโลกรองจาก Olympic และฟุตบอลโลก ซึ่งบางสื่อระบุถึงงบประมาณที่จีนใช้ในการสร้างและบูรณะสาธารณูปโภคต่างๆ สำหรับเตรียมงานสูงถึง 4 แสนล้านหยวน (ราว 5.8หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (สูงกว่างบประมาณการจัด Olympic ที่ราว 4.2 หมื่นล้านหยวน) โดยคาดหวังจำนวนผู้เข้าร่วมงานราว 70-100 ล้านคน (มากกว่า Olympic 10 เท่า) ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ที่จัดงานตั้งแต่ 1 พ.ค.-ต.ค. 2553
งานนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศจีนในการจัดงานใหญ่ระดับโลก และในอีกมุมหนึ่งเป็นการเปิดตลาดลูกค้าชาวจีนซึ่งมีประชากรอยู่กว่า 1,300 ล้านคน ของผู้ประกอบการจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก กลุ่มเกี่ยวข้องกับการอุปโภค-บริโภคในจีนคาดจะได้ประโยชน์จากความต้องการที่สูงขึ้นเป็น
อันดับแรก : จากการประเมินโดย Professor Chen ของ Shanghai University of Finance and Economics คาดว่างาน Shanghai World Expo 2010 จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการจัดงานโอลิมปิกปักกิ่งครั้งที่ผ่านมาถึง 3.49 เท่า โดยปัจจัยหนึ่งน่าจะมาจากระยะเวลาการจัดงานที่ยาวนานกว่า Olympic
ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงเป็นอันดับต้น ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภค-บริโภค และการให้บริการ อันได้แก่ อุตสาหกรรมโรงแรม ธุรกิจการบินอุตสาห กรรมค้าปลีก (Retail Business) ในจีน
นอกจากนี้ สินค้าในภาคอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดงาน ซึ่งเป็นส่วนที่จะช่วยหนุนอุปสงค์จากภูมิภาคอื่นด้วย ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม : โดยจะก่อให้เกิดความต้องการนำเข้าวัตถุดิบ(ถั่วเหลือง ข้าว ปาล์มน้ำมัน) และอาหารอื่นๆ
- บรรจุภัณฑ์และปิโตรเคมี : ซึ่งเกิดจากความต้องการใช้เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก ถุงพลาสติก และสินค้าประดับตกแต่งเพื่อใช้ในการจัดงาน
- ระวางเรือ : ทั้งในส่วนของคอนเทนเนอร์ ซึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งในระยะสั้นจากการนำเข้าสินค้าไปจัดแสดงและขาย และในระยะยาวจากกิจกรรมการค้าขายที่เพิ่มขึ้น สำหรับเรือเทกองจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอาหาร รวมถึงจากการขนส่งถ่านหิน
- พลังงาน : ได้แก่ ความต้องการบริโภคน้ำมันซึ่งคาดจะสูงขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดจะสูงขึ้นจะหนุน
ความต้องการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของจีนซึ่งเป็นสัดส่วนหลักกว่า 80% อยู่แล้ว โดยปกติและในปีนี้มีปัจจัยหนุนจากภาวะภัยแล้งร่วมด้วย ทั้งนี้ สภาไฟฟ้าจีนระบุถึงภาวะความตึงตัวของตลาดถ่านหินที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในภาคกลางและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศในช่วงฤดูร้อนที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในราวเดือน ก.ค.-ส.ค.







