
สั่งธปท.เกาะติด 4 ปัจจัยเสี่ยง
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557ดูจะสุ่มเสี่ยงไม่น้อย เพราะปัญหาการเมืองในประเทศที่คุกรุ่น ขณะที่สถานการณ์ในต่างประเทศนั้นเริ่มกดดันมาก เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557ดูจะสุ่มเสี่ยงไม่น้อย เพราะปัญหาการเมืองในประเทศที่คุกรุ่น ขณะที่สถานการณ์ในต่างประเทศนั้นเริ่มกดดันมาก เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ
เศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นที่ล้มลุกคลุกคลานมานานเริ่มผงกหัว เศรษฐกิจประเทศจีนเริ่มดีขึ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปได้ว่า การเคลื่อนย้ายของเงินทุนจะรวดเร็ว
อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ด ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่าได้มอบการบ้านให้ฝ่ายนโยบายของ ธปท. ติดตามปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 4 เรื่อง ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งเตรียมแนวทางตั้งรับที่เหมาะสม
อำพน กล่าวว่า ในปี 2557 เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงและต้องติดตาม 4 เรื่อง ได้แก่
1.ขณะนี้เป็นที่รู้กันว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภา ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องล่าช้าออกไป รวมถึงการเบิกจ่ายภาครัฐที่จะต้องล่าช้าไปถึงเดือน เม.ย. 2557 ดังนั้น การเร่งรัดลงทุนภาครัฐไตรมาสแรกที่ชะลอออกไปจะมีผลกระทบต่อเนื่องถึงการลงทุนของเอกชน
“การลงทุนขนาดใหญ่ที่ล่าช้าออกไปและส่งผลกระทบต่อการวางแผนของเอกชน จะต้องมีการเตรียมพร้อมรับผลกระทบและมีมาตรการรับมือกันอย่างไร”
2.เหตุการณ์การชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีการยิงกัน มีเหตุปะทะกันต่างๆ จนนำไปสู่ความไม่สงบในขณะนี้ จะส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างไร โดยเฉพาะต่อภาคบริการและการท่องเที่ยว
เพราะการท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากมายตั้งแต่รถบัสไปจนถึงโรงแรม ร้านอาหาร ทั้งจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของประชาชนโดยตรง
3.ธปท.ต้องเริ่มไปคิดว่า ผลจากการที่สหรัฐใช้มาตรการคิวอีและชะลอมาตรการคิวอี กระทั่งทำให้เกิดความผันผวนในการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปีที่แล้ว โดยไตรมาส 12 ของปี 2556 ค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 2728 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และกลับมาอ่อนค่ามากที่สุด 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งความผันผวนของค่าเงินที่เคลื่อนไหว 5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลกระทบทางลบอย่างมาก
“แบงก์ชาติได้บทเรียนและจะเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วอย่างไรบ้าง เพราะค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวขึ้นลง 5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เกิดจากปัจจัยใดบ้าง เพราะตรงนี้มีผลกระทบทางลบอย่างมาก ทั้งในตลาดทุนและตลาดผู้ส่งออก เมื่อมีบทเรียนจากปีที่แล้วแบงก์ชาติควรเตรียมความพร้อมด้วย” อำพน กล่าว
อำพน กล่าวว่า ธปท.จะต้องศึกษาพฤติกรรมนักลงทุน สภาพคล่อง ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเก็งกำไรของนักลงทุนและเตรียมพร้อมเอาไว้ เพราะต้องยอมรับว่าปีที่แล้วเรามีความรู้ไม่เพียงพอต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่คงไม่พูดไปถึงการแทรกแซงและอัตราดอกเบี้ย
“การเก็งกำไรของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่น เศรษฐกิจเรากำลังจะฟื้น แต่เอาเข้าจริงเหมือนมันจะไม่ฟื้น เพราะปัจจัยต่างๆ มากระทบ จะมีผลอย่างไรกับนักเก็งกำไร และการเคลื่อนย้ายทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดทุน เราต้องเตรียมพร้อมไว้ อย่าหยุดเรียนรู้ และยิ่งการเก็งกำไรนี่ต้องระวัง เพราะเป็นผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย” อำพน กล่าว
4.การปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะหากเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างการเมือง การเลือกตั้ง และการต่อต้านการทุจริตก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำและไปกระทบต่อความเชื่อมั่นต่างประเทศอย่างนั้นก็จบ
“ถ้าจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ปฏิรูปให้นักการเมืองดีขึ้นให้มีความโปร่งใสก็ดีไป แต่ถ้าเปลี่ยนโครงสร้างอะไรแล้วไปกระทบความเชื่อมั่นต่างประเทศ คงไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งถ้าเปลี่ยนสิ่งที่กฎเกณฑ์เศรษฐกิจ กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ หรือกฎเกณฑ์ที่มีข้อผูกพันอย่างนี้ก็จบ” อำพน กล่าวในตอนท้ายของการสนทนา







