
คนเด่นเมืองรางวัล
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
คนเด่นประจำปี 2556 ส่วนใหญ่เป็นซีอีโอและซีเอฟโอที่การันตีผลงานด้วยรางวัล ทั้งระดับสากลและระดับในประเทศ ซีอีโอสากล
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม (THCOM) บริษัทที่เพิ่งได้รับการจัดอันดับสื่อ 2 ฉบับชั้นนำของโลก คือ SpaceNews สื่อธุรกิจโทรคมนาคมชั้นนำให้ไทยคมเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมแห่งปี เพราะสามารถสร้างผลกำไรโตต่อเนื่องหลายไตรมาสติดต่อกัน และจากนิตยสารการเงินไฟแนนซ์เอเชียให้เป็นบริษัทไทยที่มีความยอดเยี่ยมถึง 3 ด้าน คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารยอดเยี่ยมที่สุด และอันดับ 6 ในกิจกรรมเพื่อสังคมที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ตลอดระยะเวลาการทำงานมาทั้งหมด 25 ปีที่ผ่านมานี้ แม้จะเป็นผู้นำ 2 บริษัท แต่ล้วนเป็นองค์กรใหญ่ที่มีเครือข่ายระหว่างประเทศ ทั้งไอบีเอ็มที่เธอมีประสบการณ์การทำงานที่นั่นมากถึง 23 ปี และกับไทยคมเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
การที่ไทยคมได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยม เพราะบริษัทสามารถกลับมามีผลประกอบการที่เติบโตระดับสูงจนสามารถกลับมาจ่ายปันผลได้ในรอบ 9 ปี ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ลงทุน บริษัทกลับมามีกำไรครั้งแรกในไตรมาส 3 ปี 2554 และหากรวมผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง 8 ไตรมาสติดต่อกัน หลังจากที่ขาดทุนมานานกว่า 56 ปี
เบื้องหลังของความสำเร็จดังกล่าว ประกอบด้วยการปรับปรุงในองค์กรหลายประการ เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้เป็นองค์กรที่เปิดมากขึ้น จากที่เป็นองค์กรปิด เช่น เปิดกว้างที่จะให้มีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น หรือการให้คนอื่นสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ด้วยได้ ซึ่งสุดท้ายก็จะชนะทั้งคู่ หรือแม้กระทั่งการที่มีบริการที่ครบวงจร หรือส่วนแบ่งส่วนการตลาดเรื่องโทรคมนาคมให้มีความชัดเจนระหว่างลูกค้าองค์กรเอกชนหรือภาครัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนั้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรใหม่ จากเดิมมีการแยกส่วนในการทำงานแต่จากนี้ไปฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และวิศวกร สามารถช่วยกันขายในสินค้าที่มีอยู่ได้ เพราะทั้งหมดจะเกิดการส่งเสริมให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่การจะทำให้ถึงเป้าหมายได้ควรต้องทำให้ครบทั้ง 4 มิติ คือ มิติแรก ส่งเสริมทักษะด้านต่างๆ ให้พนักงาน มิติที่สอง ให้โอกาสพนักงานเติบโต มิติที่สาม ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นดีเอ็นเอหรือมีวัฒนธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน มิติที่สี่ ให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงาน แข็งแรงทั้งสุขภาพและจิตใจ
“ศุภจี” กล่าวว่า มีการปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ครอบคลุมกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีทั้งหมด 13 ประเทศ โดยพิจารณาว่าสาขาในประเทศไหนที่มีศักยภาพก็จะยกให้เป็นสาขาหลักและส่งเสริมศักยภาพที่จะทำให้ช่วยสร้างอัตราการทำกำไรได้เพิ่มขึ้น อย่างออสเตรเลียหรือที่ญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดต้นทุนการดำเนินงานเช่น ปิดบริษัทที่ไม่สามารถสร้างกำไร นอกจากนั้นยังหมายถึงการนำเอาระบบเทคโนโลยีมาปรับปรุงในการใช้งานมากขึ้น ทั้งภายในบริษัทเองหรือบริษัทต่างๆ ที่ไทยคมได้เข้าไปร่วมลงทุน
“ศุภจี” บอกว่า การที่จะทำให้องค์กรหนึ่งสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์หลายๆ อย่างได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของพนักงานเป็นสำคัญ หากเธอทำอยู่คนเดียวก็คงไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ที่ THCOM ก้าวมาสู่จุดการเติบโตได้อย่างปัจจุบันนี้ เพราะพนักงานทุกคนต่างช่วยกันและมองไปข้างหน้าเช่นกัน
“สิ่งสำคัญสุดในการขอความร่วมมือคือ การสื่อสารที่รอบคอบ โดยเราหรือผู้บริหารต้องลงไปคลุกคลีกับทุกคน ที่เรามีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ทีมงาน ลูกน้อง พนักงาน เจ้านาย หรือแม้กระทั่งนักลงทุนด้วยการไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการสื่อสารออกไปว่าองค์กรเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
สำหรับรางวัลยอดเยี่ยมด้านกิจกรรมสังคมนั้น เป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญและลงมือทำมานาน โดยเน้นเรื่องการศึกษาเป็นอันดับแรก ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้มอบชุดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมดีทีวีและเครื่องรับโทรทัศน์พร้อมติดตั้งให้แก่โรงเรียนที่อยู่ชนบทห่างไกลเข้าถึงการดูทีวีผ่านดาวเทียม ทั้งหมดกว่า 2,000 โรงเรียนแล้ว
ซีเอฟโอยอดเยี่ยม
นิตยสาร อัลฟา เซาท์อีสต์ เอเชีย ยกให้ “สุรงค์ บูลกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) เป็นซีเอฟโอยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองไทย รางวัลนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของ สุรงค์ เพราะนับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ในบริษัท PTT เมื่อประมาณต้นปี 2555 และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งในระยะเวลาที่ไม่นานนัก ก็เคยได้รับรางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมมาแล้ว
เขากล่าวว่า การได้รับรางวัลซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งนอกจากจะรอบรู้ในเรื่องของตัวเลขและเรื่องของบัญชีแล้ว สิ่งสำคัญคือ จะต้องรอบรู้ในทุกเรื่องที่มีความสำคัญทั้งหมด ทั้งสภาพตลาด สภาพเศรษฐกิจโลก และจะต้องคาดการณ์อนาคตข้างหน้าได้ว่าจะเป็นอย่างไร คือจะต้องมองในรอบด้าน สำคัญจะต้องรู้ว่าเป้าหมายของธุรกิจเป็นอย่างไร เพราะทุกครั้งที่ได้เดินทางออกไปโรดโชว์นั้น นักลงทุนไม่ได้อยากรู้เฉพาะในเรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่จะมองไปข้างหน้าจะรู้เป้าหมายที่บริษัทจะต้องก้าวเดินต่อไป สิ่งสำคัญอีกประเด็นคือ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
ซีอีโอรางวัลในประเทศ
CEO Awards ประจำปี 2556 รางวัลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และ “วิโรจน์ พรประกฤต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE) นับเป็นผู้บริหารที่มีความโดดเด่นและมีความสามารถเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจ โดยมียอดขายและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเติบโตอย่างมากนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
สิ้นปี 2555 PS มีส่วนแบ่งการตลาดยอดขายและรายได้อสังหาริมทรัพย์ 15% เป็นอันดับ 2 รองจาก บริษัท แสนสิริ และกำไรเป็นอันดับ 2 รองจาก บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ด้าน JUBILE กำไร 3 ปีย้อนหลังมีการเติบโตสูงจากปี 2553 มีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท ปี 2554 กำไรสุทธิ 131 ล้านบาท และกำไรสุทธิปี 2555ที่ 166 ล้านบาท
‘เศรษฐีใหม่’ ฟอร์บส์
ผลการจัดอันดับ 50 เศรษฐีเมืองไทยของนิตยสารฟอร์บส์ ตามมูลค่าสินทรัพย์ประจำปี 2556 สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้คนไทยได้ฮือฮากันถ้วนหน้าเมื่อพบว่าสองเศรษฐีใหม่ติดอันดับความรวยครั้งแรกแซงหน้าเศรษฐีเก่าขึ้นมาพรวดเดียว 10 อันดับ
อันดับที่ 40 “สมโภชน์ อาหุนัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) มูลค่าทรัพย์สิน 1.03 หมื่นล้านบาท และอันดับที่ 43 “วันดี กุญชรยาคง” ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) มูลค่าทรัพย์สิน 9,360 ล้านบาท
“สมโภชน์” ถือหุ้น EA อยู่ 1,509.66 ล้านหุ้น หรือ 40.47%
เขาเป็นนักการเงินที่เดินหันหลังให้กับตลาดทุน ยอมทิ้งเก้าอี้บริหารในบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งการเดินออกมาจากตลาดทุนไม่ได้สร้างความประทับใจให้ สมโภชน์ นัก แม้กระทั่งการเข้ามาซื้อกิจการในตลาดหลักทรัพย์ซีฮอร์ส (SH) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น อีเทอเนิลเอนเนอยี (EE) และเดินจาก EE เพื่อมาเป็นนักอุตสาหกรรม ก่อร่างสร้างความเป็นเศรษฐีเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมไบโอดีเซล ตั้งบริษัท “พลังงานบริสุทธิ์” ธุรกิจพลังงานไบโอดีเซล เมื่อ 5 ปีกว่าที่ผ่านมา มุ่งมั่นนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สร้างฝันให้เป็นจริง โดยนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2556
“วันดี” วัย 56 ปี ถือหุ้น SPCG 263 ล้านหุ้น หรือ 47.01%
เอสพีซีจี เป็นผู้พัฒนาโซลาร์ฟาร์มเชิงพาณิชย์ เธอเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บส์เอเชีย ให้เป็นนักธุรกิจหญิงที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลติดทำเนียบ 15นักธุรกิจหญิงดาวรุ่งที่น่าจับตามองตั้งแต่ปีก่อน
“วันดี” เคยเป็นรองประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซลาร์ตรอน (SOLAR) เธอปลุกปั้นบริษัทนี้มากับมือจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่เมื่อบริษัทรุ่งเรืองเกิดการแตกคอกับหุ้นส่วนธุรกิจ “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” จากนั้นได้ขายหุ้นทั้งหมดและลาออกไปเคว้งคว้างทั้งที่วัยใกล้เกษียณ
“อายุ 50 ปีแล้ว อยู่กับโซลาร์ตรอนมา 25 ปี จนอิ่มตัว อยากหาอะไรใหม่ๆ ท้าทายทำ เพราะหากอยู่ที่เดิมทำให้มองไม่รอบด้าน” เธอเคยกล่าวไว้
ปลายปี 2551 ช่วงหลังรัฐประหารรัฐบาลขิงแก่ ชีวิตของดาวดวงนี้ต้องหักเหกลับเข้าวงการอีกครั้ง
“ตอนนั้นกระทรวงพลังงานภายใต้ รมว.พลังงาน ‘ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์’ มีนโยบายพัฒนาพลังงานทดแทน ก็ขอให้ไปช่วยดูเรื่องนี้ จึงเกิดธุรกิจของบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (SPC) กว่าจะสำเร็จก็ปี 2553”
จากนั้นเข้าไประดมทุนเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ ด้วยการซื้อกิจการของบริษัท สตีล อินเตอร์เทค (STEEL) เพื่อเข้าจดทะเบียนทางอ้อมปี 2553 เมื่อรวมกิจการกันแล้วกลายมาเป็น เอสพีซีจี ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท และเข้าซื้อขายเดือน เม.ย. 2554 ตอนนั้นขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เพียง 3 โรง ทำให้ยังขาดทุน บริษัทย้ายจากตลาด mai เข้าซื้อขายใน ตลท.เมื่อต้นปี 2555







