
เปิดแผนคลังบริหารวิกฤตเศรษฐกิจ 2557
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจปี 2557 ถูกจับตาอย่างมากว่าจะผ่านวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อไปได้หรือไม่ จนมีบางสำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจออกมาประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2557 อาจจะขยายตัวได้ 0.5% เท่านั้น หลังจากที่เศรษฐกิจปี 2556 ก็อาการสาหัสขยายตัวได้ไม่ถึง 3% เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2557 อยู่บนเส้นด้าย เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนอ่อนแรงยังมีวิกฤตการเมืองเกิดขึ้นอีกด้วย
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เปิดเผยถึงแผนการบริหารเศรษฐกิจปี 2557 ของกระทรวงการคลัง ว่า ในส่วนของข้าราชการตอนนี้มีรัฐบาลรักษาการจึงไม่สามารถดำเนินการออกนโยบายใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจได้
จากการประมาณการเบื้องต้น ถ้ามีการเลือกตั้งกว่าจะได้รัฐบาลใหม่น่าจะกินเวลาเป็นถึงเดือน เม.ย. 2557 คิดเป็นเวลาที่หายไป 4 เดือน ที่ไม่สามารถออกนโยบายใหม่มาดูแลเศรษฐกิจ ทำให้ต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเก่าที่มีอยู่กระตุ้นเศรษฐกิจต้นปี 2557 ไปก่อน
เริ่มตั้งแต่การเบิกจ่ายงบประมาณ มีการตั้งเป้าเท่าไรต้องเบิกให้ได้ ทั้งในส่วนของงบลงทุนและงบประจำ ดังนั้นมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจแรกไตรมาสหน้า คือ การเบิกจ่ายงบลงทุนและงบประจำของรัฐบาลเท่านั้น
ส่วนภาคเอกชน คงไม่ได้เป็นตัวหลักในการเสริมการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสแรก เพราะยังต้องดูปัจจัยทางการเมืองให้นิ่งกว่านี้ถึงจะกล้าบริโภคหรือลงทุนเพิ่ม
นอกจากนี้ หากมีปัจจัยสหรัฐลดการอัดฉีดสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2557 จะทำให้เงินไหลออกจากประเทศไทย ทำให้ภาคการเงินของไทยมีความผันผวนได้
สมชัย ยังระบุว่า การที่เศรษฐกิจโลกดีในปีหน้า ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐมีความชัดเจนขยายตัวได้ดีขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และยุโรปเศรษฐกิจได้พ้นจากจุดตกต่ำสุดแล้ว จะช่วยให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นจากปีนี้ที่ไม่โตเลย หรือขยายตัวติดลบ ทำให้คลังหวังว่าการส่งออกปีหน้าจะมาช่วยการขยายตัวเศรษฐกิจพร้อมกับการใช้จ่ายของภาครัฐบาล ดังนั้นในไตรมาสแรกของปีต้องผลักสองส่วนนี้มากๆ ที่สุด
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2557 ในช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องมาประเมินอีกครั้งว่าเศรษฐกิจในช่วงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นปกติของรัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจเสียก่อน ซึ่งต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหายไปในช่วงที่มีวิกฤตการเมือง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาทำคือการสร้างความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ทั้งการลงทุน การบริโภค เป็นเรื่องใหม่ต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นมาตรการกระตุ้นหรือไม่กระตุ้นก็ต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ คลังมองว่าเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจมีไม่กี่อัน เช่น การใช้แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนแต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เป็นเรื่องปกติที่ทุกรัฐบาลใช้แต่จะใช้มากหรือใช้น้อยก็แล้วแต่รัฐบาลนั้นต้องการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีบทบาทมากน้อยขนาดไหนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับมาตรการภาษี คลังคิดว่ายังไม่จำเป็นออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ยกเว้น ถ้ารัฐบาลชุดเก่าเข้ามาที่มีมาตรการภาษีสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งการประชุมกับภาคท่องเที่ยวได้มีการเสนอมาตรการภาษีบางตัว ที่ สศค.กำลังพิจารณาอยู่แต่ดำเนินการต่อไปไม่ได้เพราะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งหากรัฐบาลเก่าเข้ามาคาดว่าจะมีการสานมาตรการนี้ต่อ เพราะมาตรการส่วนนี้เตรียมไว้แล้ว มีการพูดคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว
สมชัย กล่าวว่า มาตรการภาษีสนับสนุนการท่องเที่ยว มีทั้งการลดภาษีส่งเสริมให้มีการเข้ามาสร้างภาพยนตร์ และการลดภาษีให้มาตั้งสวนสนุกในเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีมาตรการภาษีเพื่อการลงทุนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ที่มีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่กำลังเปรียบเทียบกับการไปลงทุนในมาเลเซียที่ให้แรงจูงใจมาก ทั้งหมดเป็นมาตรการจะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ที่รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้าต่อ เพราะให้ความมั่นใจนักลงทุนว่าจะมีการดำเนินโครงการต่อเนื่อง หาก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ทาง สศค.ได้เตรียมทางแก้ไว้ โดยการกู้เงิน 10% ของงบประมาณรายจ่าย เพื่อมาพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ งบประมาณปี 2557 วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาท ทำให้กู้เงินมาพัฒนาประเทศได้อีก 2.7 แสนล้านบาท เพื่อไปดำเนินการโครงการ 2 ล้านล้านบาท ในกรณีที่มีปัญหา อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการใช้เงินกู้ 10% อาจจะไม่มีความต่อเนื่องจากการกู้เงินตาม พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท โดยตรง
ขณะเดียวกันการเบิกจ่าย พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ก็ต้องเร่งรัดเช่นเดียวกัน หากไม่สามารถกู้เงินได้ก็ต้องใช้เงินจาก 2.7 แสนล้านบาท ดำเนินการไปก่อนเช่นกัน
ทั้งหมดคือ การบริหารเศรษฐกิจปี 2557 สิ่งที่ไม่ชัดของเศรษฐกิจคือ เรื่องของรัฐบาล ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามา แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเจ้ามาจะต้องดูเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคกล้าใช้จ่าย ให้นักลงทุนกล้าที่จะเดินหน้าลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญมาก
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังต้องเร่งปิดช่องโหว่ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ทาง สศค.ได้เตรียมพิมพ์เขียวเสนอรัฐบาลใหม่ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีทั้งมาตรการทางการเงินการคลังเพื่อปรับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ
ภายใต้แผนการบริหารเศรษฐกิจของ สศค. ที่ได้เตรียมไว้สำหรับปี 2557 ยังทำให้เชื่อว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะได้ 3.5-4.5% ต่อปี ยังไรก็ตามไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะสถานการณ์ปัญหาทางการเมืองปัจจุบันต้องดูกันเป็นเดือนต่อเดือน วันต่อวัน
ทั้งนี้ การจะทำให้เศรษฐกิจปี 2557 ได้ตามเป้า ต้องทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกเครื่องทำงานให้มากที่สุด การส่งออกจะขยายตัวได้ดีขึ้น การบริโภคหากการเมืองนิ่งก็น่าจะขยายตัวต่อได้ การลงทุนเรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท จะต้องเดินหน้าต่อ ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2557 มีการตั้งงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็ต้องมีการเบิกจ่ายให้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศตามตารางเวลาปกติ ทาง สศค.ก็ต้องมาประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่าจะมากขึ้น ต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น ดังนั้นเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะดีได้ การเมืองต้องนิ่ง







