
"สาระ ล่ำซำ"เปิดบันทึกหน้าใหม่วงการประกัน
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
ปี 2556 ที่ผ่านมาวงการประกันชีวิตมีเรื่องสร้างความฮือฮาให้ตลาดมากที่สุด คือ “สาระ ล่ำซำ” ผู้นำบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต พาบริษัทวิ่งชิงที่ 2 ได้สำเร็จ และทำเบี้ยปีแรกแซงหน้าบริษัท เอไอเอ ยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจประกันชีวิตได้อย่างน่าทึ่ง
ทั้งนี้ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ได้พลังธนาคาร กสิกรไทยทำยอดขายเบี้ยลูกค้ารายใหม่พุ่งปรี๊ด ดันเบี้ยรับรวมของบริษัทแซงหน้าขึ้นมานั่งแท่นบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่อันดับ 2 ของไทยได้เป็นผลสำเร็จ เป็นการเปิดบันทึกหน้าใหม่ให้กับวงการประกันชีวิตไทย
สมาคมประกันชีวิตไทย รายงานว่า 10 เดือนแรก บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยปีแรก 1.31 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% แต่ถ้านับเฉพาะเบี้ยปีแรกประเภทสามัญอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท สูงสุดอันดับ 1 แซงหน้าบริษัท เอไอเอ สาขาประเทศไทย เป็นครั้งแรกในวงการตลาดประกันชีวิต แต่ผลจากการที่เอไอเอมีเบี้ยประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเข้ามามาก จึงยังรักษาแชมป์เบี้ยปีแรกรวมไว้ได้
สำหรับเบี้ยต่ออายุของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต อยู่ที่ 2.68 หมื่นล้านบาท อัตราการต่ออายุ 83% เบี้ยชำระครั้งเดียว 1.01 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% รวมเบี้ยรับทุกประเภท 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% ขึ้นเป็นบริษัทอันดับ 2 ของวงการประกันชีวิตไทยเป็นที่แน่นอน
ขณะที่ผู้บริหารหนุ่ม “สาระ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัล “นักการเงินแห่งปี 2556” จากนิตยสารการเงินการธนาคาร โดยเป็นผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตรายแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวในรอบ 31 ปี
สำหรับเหตุผลที่ได้รับการโหวตเป็นนักการเงินแห่งปี มาจาก หนึ่ง เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนับตั้งแต่การเข้าทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่จะเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ซึ่งมีความมั่นคง แข็งแกร่ง และเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า
สอง เป็นนักการเงินมืออาชีพ ที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ นำมาตรฐานการดำเนินธุรกิจในระดับสากลจากพันธมิตรมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับรูปแบบการทำธุรกิจ และระหว่างดำรงตำแหน่งสามารถผลักดันเพิ่มลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตจาก 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท และเบี้ยประกันบำนาญลดหย่อนภาษีได้อีก 1 แสนบาท
สาม เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับองค์กร จากอันดับ 8 ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของธุรกิจประกันชีวิต และมีเบี้ยปีแรกเติบโตสูงสุดอันดับ 1 ในปี 2556 โดยตั้งแต่ปี 25512555 เติบโตเฉลี่ยปีละ 30%
สี่ เป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ทำให้ได้รับรางวัลอันดับที่ 1 จาก Asia Insurance Awards สาขา Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทที่ทุ่มเททรัพยากรและเวลาในการสร้างสรรค์ประโยชน์ที่สำคัญและสร้างความยั่งยืนต่อชุมชนในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ปี 2556 จึงเป็นปีที่ดีที่สุดของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งดูจากกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจของผู้บริหารหนุ่ม สาระ ล่ำซำ กับพลังของธนาคารกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าทางธุรกิจขององค์กรแห่งนี้ยังจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก ไม่แน่ว่าในอีก 56 ปีข้างหน้าอาจจะเห็นอันดับของบริษัทแห่งนี้เปลี่ยนโฉมวงการประกันชีวิตไทยอีกครั้ง
ฟินันซ่าประกันชีวิตฟื้นชีพ
อีกข่าวดีหนึ่งของวงการประกันชีวิตไทย คือ รมว.คลัง ประกาศเลิกควบคุมบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ทั้งนี้ บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ถูกภาครัฐเข้าควบคุมกิจการตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 2553 ไม่สามารถขายประกันชีวิตรายใหม่ได้ ทำได้เพียงการจ่ายสินไหมทดแทน และใช้เวลากว่า 3 ปี ในการหาผู้ร่วมทุน
ผู้ร่วมทุนหน้าใหม่ใจกล้า คือ กลุ่มฟิลลิป แคปปิตอล แมเนจเมนต์ จากประเทศสิงคโปร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2556 และทำการเพิ่มทุน ทำให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 1,534 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ถือหุ้นใหญ่เกือบ 100%
รมว.คลัง จึงได้มีคำสั่งลงวันที่ 21 ต.ค. เลิกการควบคุมบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต โดยให้มีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 3 วันทำการ นับแต่วันที่รัฐมนตรีลงนาม เพื่อที่คณะกรรมการควบคุมบริษัทได้มีเวลาดำเนินการเกี่ยวกับการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบ รวมถึงแก้ไขรายชื่อผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทเกี่ยวกับทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งจะทำให้บริษัท ฟินันซ่าฯ สามารถดำเนินธุรกิจตามปกติได้ และต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นเกือบ 100% ลงมาให้ต่ำกว่า 50% ภายในระยะเวลา 10 ปี
เรื่องนี้ทำให้ลูกค้าของบริษัท ฟินันซ่าฯ โล่งใจและมีความมั่นใจในบริษัทมากขึ้น ขณะเดียวกันได้สะท้อนธุรกิจประกันชีวิตไทยที่ยังมีเสน่ห์ในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนถึงขั้นดึงนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดได้ และยังเป็นการลดภาระของภาครัฐในการเข้าไปนั่งบริหารบริษัทแห่งนี้
ทั้งนี้ ต้องจับตาดูต่อไปว่าผู้ถือหุ้นรายใหม่นี้จะตั้งใจทำธุรกิจประกันชีวิตในไทยระยะยาวหรือเป็นเพียงนักลงทุนที่ซื้อมาแล้วขายไป







