
ตั้งกองทุนหนุนSMEไต้หวัน
ฟ็อกซ์คอนน์อัดฉีดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษากระตุ้นพัฒนา‘เทคโนโลยีสวมใส่ได้’
ฟ็อกซ์คอนน์อัดฉีดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษากระตุ้นพัฒนา‘เทคโนโลยีสวมใส่ได้’
บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีชื่อดัง เล็งตั้งกองทุน 210 ล้าน อัดฉีดเอสเอ็มอีไต้หวัน พัฒนาเทคโนโลยีสวมใส่ได้
ฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติไต้หวัน ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของบริษัทไอทีระดับโลกหลายแห่ง ประกาศเตรียมจัดตั้งกองทุนวงเงิน 200 ล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 210 ล้านบาท) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศ เพื่อพัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยีแบบพกพาที่สวมใส่ได้ หวังกระตุ้นผลประกอบการให้ได้ตามเป้า
บลูมเบิร์ก อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด ซึ่งไม่เปิดเผยนาม ระบุว่า ภายใต้แผนการดังกล่าว ทางซินเทรนด์ ครีเอทีฟ พาร์ก โค บริษัทภายในเครือของฟ็อกซ์คอนน์ จะเป็นผู้จัดการกองทุน โดยจะจัดสรรเงินทุนราว 1 ล้านเหรียญไต้หวันให้กับธุรกิจขนาดเล็กที่ผ่านการคัดเลือกมาสูงสุด 20 แห่ง เพื่อใช้ในการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
ขณะเดียวกัน ซินเทรนด์ จะสนับสนุนระบบซอฟต์แวร์เบื้องต้น ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์กลางให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้บริการคำปรึกษาแก่ธุรกิจขนาดย่อมและเปิดพื้นที่สำหรับการดำเนินการการพัฒนาเทคโนโลยีภายในสิ้นปี 2014
นอกจากนี้ จะดำเนินการประสานความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เงินทุนสนับสนุนการแข่งขันด้านการเปิดธุรกิจใหม่ๆ อีกด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้ นับเป็นความพยายามขยายธุรกิจของฟ็อกซ์คอนน์ จากการเป็นซัพพลายเออร์ผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีให้กับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ทั้งการผลิตไอแพดและไอโฟนให้กับแอปเปิล อิงก์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ให้กับบริษัท เอชพี หวังกระตุ้นผลประกอบการประจำปีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เทอร์รี กัว ผู้ก่อตั้งบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 15% ภายหลังจากยอดสั่งผลิตสินค้าดังกล่าวเริ่มซบเซาลง จากแนวโน้มยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทไอทีเหล่านั้นชะลอตัวลง
ทั้งนี้ หลังจากยอดขายสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เริ่มชะลอตัวลง ทางฟ็อกซ์คอนน์ หันมาลงทุนเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ ให้บริการด้านการจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์และให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยที่ก่อนหน้านี้ ทางฟ็อกซ์คอนน์ ได้ประกาศลงทุนในการพัฒนาระบบการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงวงเงิน 40 ล้านเหรียญสหรัฐในสหรัฐอีกด้วย







