
คาดนิคมฯยางไม่สะดุดรอครม.ใหม่เคาะ
กนอ.เชื่อ “รับเบอร์ซิตี้” ภาคใต้เดินหน้าต่อ จ่อยื่นผลศึกษาเสนอของบรัฐบาลใหม่ 1,300 ล้านบาท
กนอ.เชื่อ “รับเบอร์ซิตี้” ภาคใต้เดินหน้าต่อ จ่อยื่นผลศึกษาเสนอของบรัฐบาลใหม่ 1,300 ล้านบาท
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเมืองยาง (รับเบอร์ซิตี้) ที่นิคมฯ ฉลุง หรือนิคมฯ ภาคใต้ล้มเลิกไป เพราะคณะกรรมการ กนอ. ได้อนุมัติโครงการไปแล้วซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันรับเบอร์ซิตี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพื่อลงทุนวางโครงสร้างพื้นฐานซึ่งใช้งบประมาณของ กนอ. 40 ล้านบาท โดยตามแผนจะต้องศึกษาให้แล้วเสร็จในเดือน ก.ย. 2557และเสนอต่อ ครม.ใหม่ เพราะงบสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เบื้องต้นประมาณ 1,300 ล้านบาท จะต้องขอสนับสนุนจากรัฐบาล
“ตามกรอบเวลาเดิมจะศึกษาเสร็จในเดือน ก.ย. 2557 ถ้านำเข้า ครม. ได้รับอนุมัติออกมาแล้วเร่งลงทุนวางโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2558 ได้” นายวีรพงศ์ กล่าว
น.ส.กังสดาล พงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ กนอ. กล่าวว่านิคมฯ ภาคใต้มีพื้นที่ทั้งหมด 2,247 ไร่ เป็นพื้นที่สาธารณูปโภคอยู่ 32.26% ของพื้นที่ทั้งหมด หรือ 725 ไร่ มีที่ตั้งที่เหมาะสมคือห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลา 47 กิโลเมตร ห่างจากสนามบิน สถานีรถไฟหาดใหญ่ 16 กิโลเมตร และ 15กิโลเมตร ตามลำดับ มีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 18 โรงงาน เงินลงทุน 6 พันล้านบาท มีการจ้างงาน 1,500 คน โดยพื้นที่ในเฟส1และ2 ยังเหลือพื้นที่อีกไม่มาก
สำหรับการพัฒนาเป็นรับเบอร์ซิตี้จะอยู่ในเฟส 3 ซึ่งมีพื้นที่ 755 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 566 ไร่ พื้นที่สาธารณูปโภค 189 ไร่ ซึ่งประมาณการค่าพัฒนาอยู่ที่ 1,133 ล้านบาท อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะดึงให้เข้ามาลงทุน ได้แก่ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางรถยนต์ ท่อยาง แปรรูปน้ำยางข้น ไม้ยางพารา และอุตสาหกรรมสนับสนุนอื่นๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าพื้นที่ใหม่นี้จะทำให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น 2 หมื่นตันต่อปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม ได้เร่งรับเบอร์ซิตี้ ซึ่งจะตั้งในพื้นที่เฟส 3 ของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ให้เปิดดำเนินการได้ในปี 2558 จากกรอบเวลาเดิมปี 2560 เพื่อให้ทันกับการเปิดประชาคมอาเซียน และเร่งสร้างเสถียรภาพราคายางพารามากขึ้น
ปัจจุบันไทยผลิตน้ำยางธรรมชาติได้ปีละ 3.1 ล้านตัน มีการใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพียง 5 แสนตัน ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกยางขั้นต้นและขั้นกลาง โดยตั้งเป้าหมายจะดำเนินการผ่านโครงการต่างๆ ให้เกิดการผลิตยางธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ล้านตัน ในปี 2558







