
ปี2556ป่วน
เจียรนัย อุตะมะ
เจียรนัย อุตะมะ
ปี 2556 นับเป็นปีแห่งความสับสนอลหม่านของตลาดหุ้นไทย จนกดดันให้ดัชนีหุ้นลดลงจากปีก่อนและกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แย่ลง แต่ขณะเดียวกันตลาดทุนไทยก็สร้างสถิติสูงสุดในเอเชียหลายรายการ พร้อมมีสินค้าใหม่ๆ ให้นักลงทุนเลือกลงทุน มาตรฐานบริษัทไทยเข้าตาระดับสากลและหุ้นใหม่แห่เข้าตลาดระดมทุนสร้างมาตรฐานให้ตัวเอง
ตลาดหุ้นไทยติดอันดับให้ผลตอบแทนสูงมากๆ ของโลกมาหลายปี แต่ปี 2556 กลับให้ผลตอบแทนติดลบ 6.69% ดัชนีหุ้นสิ้นปีปิดที่ 1,298.71 จุด ลดลง 93.22 จุด และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หายไป ถึง 334,682 ล้านบาท หรือ 2.82% มาอยู่ที่ 11.49 ล้านล้านบาท มาจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นมากที่สุดในเอเชีย 193,911 ล้านบาท
ในช่วง 5 เดือนแรกต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาจนผลักดันให้ดัชนีทะยานขึ้นสูงกว่า 1,600 จุด แต่แล้วตลาดก็กลับหลังหันเป็นขาลง เมื่อเฟดประกาศลดและเลิกมาตรการคิวอีแต่ไม่ระบุเวลา ทำให้ตลาดอึมครึมและแล้วก็ตัดสินใจลดขนาดลงเพียง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนม.ค. 2557
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศก็ช่วยซ้ำเติมหนักทั้งตัวเลขส่งออกร่วงแรง เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ กระทบกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และยังเผชิญกับวิกฤตการณ์การเมือง กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจและกำไร บจ.ยาวไปถึงปี 2557
อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ตลาดทุนไทยสร้างสถิติสูงสุดใหม่และสูงที่สุดในเอเชียหลายตัว เช่น มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 48,070 ล้านบาท พุ่งขึ้นจากปี 2555 ถึง 55%
กำไร บจ.ร่วงหนัก
นักลงทุนผิดหวังกำไรของ บจ. โดยบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 203,196 ล้านบาท ลดลง 5.81% อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 8.29% เป็น 7.31% รวม 9 เดือน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7.98% อยู่ที่ 608,669 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิรวม 1,336 ล้านบาท ลดลง 26.84% เนื่องจากเผชิญภาวะต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ลดลงจาก 21.30% เป็น 20.25% และอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 6.67% เหลือ 4.6% รวม 9 เดือนกำไรสุทธิลดลง 9.01% เหลือกำไรสุทธิ 4,841 ล้านบาท
30 ลูก บจ.แห่เข้าตลาดหุ้น
ในปี 2556 จะเห็นบริษัทลูกรวมถึงบริษัทร่วมลงทุนของ บจ.หลายแห่งแยกตัวออกมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) หลายแห่ง ปัจจุบันมีบริษัทประมาณ 30 แห่ง ซึ่งเข้าตลาดหุ้นในปี 2556 และต่อเนื่องถึงปี 2557
‘ไอพีโอ’ นิวไฮ
นักลงทุนมีสินค้าใหม่ให้เลือกลงทุนหลายตัว โดยปี 2556 การจัดตั้งกองทุนประเภทต่างๆ ประสบความสำเร็จมาก ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของไอพีโอสูงเป็นประวัติการณ์ 3.46 แสนล้านบาท เพราะนอกจากมีหุ้นเข้า SET และ mai จำนวนมากแล้ว ยังมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 7 แห่ง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEIF) 5.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น หุ้นเข้าตามเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เข้าตามเกณฑ์โฮลดิ้ง แม้ว่าบริษัทจีนจะยกเลิกแผนแล้วก็ตาม แต่ยังมีอีกหลายบริษัทสนใจ
ด้าน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) และบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE ) เข้าตามเกณฑ์มาร์เก็ตแคป
บจ.ติดอันดับเอเชีย
MSCI ได้เพิ่มหุ้นไทย 2 บริษัทเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Standard Indices คือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และธนาคารทหารไทย (TMB) ส่วน MSCI Small Cap Indices มี 13 ตัว
เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ได้เพิ่มหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ผู้เข้า Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)







