
บทบาทหน้าที่กรรมการกรณีการควบรวมกิจการ (4)
สัปดาห์นี้เราจะมาดูกันว่า กฎหมายได้วางกรอบหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต เกี่ยวกับคณะกรรมการอย่างไรบ้าง โดยระบุว่าหากกรรมการใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง (Duty of Care) ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว ก็ถือได้ว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวังแล้ว กรรมการและบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องรับผิดชอบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการตัดสินใจหรือสามารถอ้างเพื่อต่อสู้คดีหากมีการฟ้องร้อง
สัปดาห์นี้เราจะมาดูกันว่า กฎหมายได้วางกรอบหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต เกี่ยวกับคณะกรรมการอย่างไรบ้าง โดยระบุว่าหากกรรมการใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง (Duty of Care) ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว ก็ถือได้ว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวังแล้ว กรรมการและบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องรับผิดชอบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการตัดสินใจหรือสามารถอ้างเพื่อต่อสู้คดีหากมีการฟ้องร้อง
ความรับผิดชอบและความระมัดระวังนั้น กรรมการจะต้องกระทำ “เยี่ยงวิญญูชนผู้ประกอบธุรกิจนั้น” จะพึงกระทำภายใต้สถานการณ์อย่างเดียวกัน
มีคำถามว่า “เยี่ยงวิญญูชน ผู้ประกอบธุรกิจนั้น” พึงจะกระทำภายใต้สถานการณ์เช่นว่านั้น หมายถึงอะไรหากเทียบเคียงกันกับมาตรา 1168 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดว่า กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลผู้ประกอบการค้าขายด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับในพจนานุกรมได้กำหนดความหมายของคำว่า “วิญญูชน” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลรู้ผิดรู้ชอบตามปกติโดยจะต้องคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งตัวบุคคลของผู้กระทำของเพศ วัย ความรู้ ประสบการณ์ ประกอบด้วยพฤติการณ์แวดล้อมและกระทำการด้วย” ดังนั้น มาตรฐานวิญญูชนของธุรกิจอาจแตกต่างกันได้ เช่น หากเป็นสถาบันการเงินมาตรฐานก็อาจจะแตกต่างไปจากบริษัทธรรมดาได้ โดยกรรมการจะต้องพิสูจน์ได้ว่า การกระทำเยี่ยงวิญญูชนจะพึงกระทำในสถานการณ์อย่างเดียวกันนั้นด้วย กฎหมายไทยได้นำเอาหลักที่เรียกว่า “Business Judge Rule” หรือหลักการตัดสินใจทางธุรกิจของต่างประเทศมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าหากได้พิจารณาเรื่องใดๆ ถ้ากระทำการตัดสินใจที่มีลักษณะดังต่อไปนี้แล้ว ก็ให้ถือว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและระมัดระวังแล้ว
(1) การตัดสินใจนั้นได้กระทำไปโดยความเชื่อโดยสุจริตและสมเหตุผลว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ
(2) การตัดสินใจได้กระทำบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อโดยสุจริตว่าเพียงพอ และ
(3) การตัดสินใจนั้นตนไม่มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องที่ตัดสินใจนั้น
นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวัง หรือ Duty of Care กฎหมายยังให้คำนึงถึงปัจจัยในการตัดสินพิจารณาว่าในการตัดสินคณะกรรมการได้มีการใช้ความระมัดระวังหรือไม่ คือ
(1) ตำแหน่งที่บุคคลดังกล่าวดำรงอยู่ ณ เวลานั้น
(2) ขอบเขตของความรับผิดชอบของตำแหน่งของบุคคลในบริษัทดังกล่าวตามที่กฎหมายได้กำหนดหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ
(3) คุณสมบัติความรู้ความสามารถ รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้ง
โดยหลักเกณฑ์ข้างต้นจะมีส่วนในการนำมาพิจารณาในการประกอบว่า กรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยความระมัดระวังหรือไม่ อันจะทำให้กรรมการไม่ต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย ดังนั้น ในการตัดสินใจของคณะกรรมการและผู้บริหารดังกล่าว จึงควรต้องนำหลักกฎหมายข้างต้นนี้มาพิจารณาประกอบด้วย
ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty) กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดเกณฑ์เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต หรือ Duty of Loyalty ว่าการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้น กรรมการและผู้บริหารจะต้อง
(1) กระทำโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท
(2) กระทำการที่มีจุดมุ่งหมายโดยชอบและเหมาะสม และ
(3) จะต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการขัดหรือแย้งกับประโยชน์ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
สัปดาห์หน้าผมจะกล่าวถึง ในกรณีเป็นการกระทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับกรรมการ ผู้บริหารกับบริษัทหรือบริษัทย่อย (Connected Transaction)







