
แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัยปี’57 (1)
ปีงูเล็กกำลังจะผ่านไปในไม่กี่วันข้างหน้านี้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราก็จำไว้เป็นบทเรียนแล้วกลับมาปรับปรุงให้ดีขึ้นในปีม้าที่จะถึงนี้ค่ะ
ปีงูเล็กกำลังจะผ่านไปในไม่กี่วันข้างหน้านี้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราก็จำไว้เป็นบทเรียนแล้วกลับมาปรับปรุงให้ดีขึ้นในปีม้าที่จะถึงนี้ค่ะ
ปี 2556 ที่กำลังจะผ่านไปนั้น ต้องถือว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกก็ยังไปได้ดีจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เราโตได้มากกว่า 5% ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปีเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นถึงสภาพที่เริ่มอ่อนล้าเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือนโยบายประชานิยมเริ่มหมดอายุ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกก็มีการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงทั้งในจีน ยุโรป และอเมริกา ที่เป็นตลาดหลักของเราค่ะ
นโยบายที่รัฐบาลอัดลงไปทั้งค่าแรง 300 บาท, โครงการจำนำข้าวหรือรถคันแรกนั้นมีผลทำให้การบริโภคในช่วงที่ผ่านมาเป็นตัวนำในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รายได้ที่สูงขึ้นจะยังเป็นตัวที่หนุนเศรษฐกิจไทยให้มีการเติบโตได้อยู่ค่ะ แต่กระนั้นการเติบโตตรงนี้เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณซึ่งจะไม่มั่นคงและยั่งยืนหากขาดปัจจัยสนับสนุนอีกตัวคือ การลงทุนจากรัฐบาลและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเกิดอาการชะลอตัวลงในช่วงหลังจากไตรมาสหนึ่งก็เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆได้ ส่งผลให้เอกชนไม่กล้าลงทุนตามไปด้วยค่ะเพราะขาดความเชื่อมั่น
ในปี 2557 นี้ ดิฉันมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่น่าจะโตเกินช่วง 34% ไปได้ การเมืองที่ไม่แน่นอนจะส่งผลให้การลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนไม่สามารถขับเคลื่อนได้ แต่การลดดอกเบี้ยลงของแบงก์ชาติ ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนตัวลง และเศรษฐกิจในประเทศหลักอย่างจีนและอเมริกาที่เริ่มฟื้นกลับมาได้น่าจะช่วยหนุนให้การบริโภคในประเทศและการส่งออกขยายตัวได้อยู่บ้างค่ะ
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงอยู่ก็คือ ภาระหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้ของรัฐบาลที่เริ่มสูงขึ้นและความเสี่ยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ค่ะ ซึ่งแบงก์ชาติค่อนข้างเป็นห่วง อันเนื่องมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการก่อหนี้เพื่อการบริโภคของครัวเรือน การใช้จ่ายที่เกินตัวของรัฐบาล และภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความร้อนแรง ซึ่งเห็นได้จากราคาที่พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมาและยอดการสร้างโครงการทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่มีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2556 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.1-1.2 แสนหน่วย มากกว่าสมัยปี 2540 เลยค่ะ
แต่ทั้งนี้ดิฉันมองว่าความเสี่ยงเหล่านี้น่าจะยังบริหารจัดการได้อยู่ในปี 2557 และอาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจเกิดอาการสะดุดตัวได้บ้าง เพราะธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการคุมเข้มเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะเดียวกันนับแต่เกิดวิกฤตมาธนาคารบ้านเราก็มีการเพิ่มทุนและคงสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สูงกว่ามาตรฐานสากลมาก
อีกทั้งเรายังมีการยกระดับระบบบริหารความเสี่ยงและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นกว่าเก่า ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้ดีขึ้นค่ะ จากภาวะเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมาจะทำให้ภาพรวมที่อยู่อาศัยเป็นอย่างไร พบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ







