
ทรูจีบต่างชาติถือหุ้น25%
ปี2557หาพันธมิตรหนุนผงาดในภูมิภาคนี้ TRUEIFลง10%ได้เงินปันผลเพิ่ม1%
ปี2557หาพันธมิตรหนุนผงาดในภูมิภาคนี้ TRUEIFลง10%ได้เงินปันผลเพิ่ม1%
“ศุภชัย” มั่นใจทรูปีหน้ามีผลกำไรหลังหนี้สินลด พร้อมรุกธุรกิจเปิดช่องต่างชาติถือ 25%
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยว่า ในปี 2557 บริษัทให้ความสำคัญกับการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้เข้ามาถือหุ้นไม่เกิน 25% เพื่อเข้ามาช่วยเสริมให้ทรูสามารถดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง และสนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการระดับภูมิภาคนี้
นอกจากนั้น บริษัทคาดหวังว่าปี 2557 ผลประกอบการจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ภายหลังการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEIF) ทำให้ได้เงินจำนวน 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่จะนำไปคืนหนี้ ทำให้ฐานะการเงินของบริษัทดีขึ้นและมีทุนนำไปขยายธุรกิจเพิ่มเติมทั้งในส่วนของ 3จี อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เคเบิลทีวี รวมถึงทีวีดิจิตอล
อย่างไรก็ตาม ทำให้หนี้สินรวมลดลงจาก 9 หมื่นล้านบาท เหลือ 6 หมื่นล้านบาท อัตราหนี้สินต่อกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (Net Dept/Ebitda) จาก 6 เท่า เหลือ 3 เท่า และประหยัดดอกเบี้ยจ่ายลง 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี
“ปี 2556 บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง TRUEIF และในปี 2557 จะให้ความสำคัญกับการหาสตาร์ทิจิกพาร์ทเนอร์และทำกำไร” นายศุภชัย กล่าว
กรณีหน่วยลงทุนของ TRUEIF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 27 ธ.ค.เป็นวันแรก โดยระหว่างวันร่วงลงไปต่ำสุดที่ 9.45 บาท ก่อนดีดขึ้นมาปิดที่ 10 บาท นั้น นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่อยากให้นักลงทุนให้ความสนใจเพียงแค่ราคาซื้อขายในวันแรกเท่านั้น เพราะบริษัทมีความมั่นใจในกองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกับผู้ลงทุน เพราะจะมีการจ่ายผลตอบแทนถึง 8.8% และราคาหน่วยลงทุนยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเพราะเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมขนาดใหญ่ของประเทศ
สำหรับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น นายศุภชัย กล่าวว่า ในระยะสั้นอาจจะมีผลต่อการทำธุรกิจบ้าง แต่มองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในระยะยาว และที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤตการเมืองหลายครั้ง แต่ก็สามารถผ่านมาได้และมีการเติบโต เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเติบโตได้อีกมาก
ด้านนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ทุก 10% ที่ราคากองทุน TRUEIF ปรับลดลง จะเท่ากับว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้น 1% ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่คาดหวังรายได้ประจำสม่ำเสมอจากการลงทุนยังสามารถเข้าลงทุนได้
นางโชติกา กล่าวอีกว่า กองทุนยังมีโอกาสได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายอื่นที่จะเข้ามาเช่าใช้เสาสัญญาณ ซึ่งเบื้องต้นจากการไปนำเสนอข้อมูลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับที่ดี
ทั้งนี้ สัดส่วนผู้ถือหน่วยลงทุนประกอบด้วย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำนวน 33.24% นักลงทุนรายย่อย 45% ที่เหลือเป็นนักลงทุนสถาบันไทยและต่างประเทศ 22% ซึ่งรวมถึงธนาคารไทยพาณิชย์ 9.04% และ Beyond Advanced Limited จำนวน 6.03%
ราคาหน่วยลงทุน TRUEIF ที่ปรับตัวลงแรง ระหว่างชั่วโมงการซื้อขายได้ส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้นดังกล่าวมาก อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ราคาร่วงลงไปลึกถึงระดับ 141.50 บาท ก่อนดีดตัวขึ้นปิดที่ 143.50 บาท รูดลง 4 บาท หรือ 2.7% และหุ้น TRUE ปิดที่ 7.50 บาท ติดลบ 0.35 บาท หรือ 4.46% เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการบันทึกบัญชี ขาดทุนจากเงินลงทุนในส่วนนี้ เพราะวันที่ 27 ธ.ค. เป็นวันสุดท้ายของปี 2556 จะต้องใช้ราคาปิดวันนี้เปรียบเทียบกับราคาที่ซื้อเข้าพอร์ตที่ 10 บาท
นอกจากนั้น หุ้นเหล่านี้ที่ปรับตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่ดัชนีหุ้นลดลง 9.75 จุด ปิดที่ระดับ 1,298.71 จุด







