
ปรับเอชอาร์เป็นคู่หูธุรกิจรับยุคบริษัทไทยโกอินเตอร์
หลายบริษัทมองเห็นความสำคัญของแผนกทรัพยากรบุคคล (เอชอาร์) ก็เฉพาะวันเงินเดือนออก หรือการรับคนเข้าทำงาน
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
หลายบริษัทมองเห็นความสำคัญของแผนกทรัพยากรบุคคล (เอชอาร์) ก็เฉพาะวันเงินเดือนออก หรือการรับคนเข้าทำงาน แต่จริงๆ แล้ว เอชอาร์มีความสำคัญมากกว่านั้น ยิ่งในยุคปัจจุบันที่บริษัทไทยกำลังเตรียมตัวขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ การมีเอชอาร์ที่พร้อมจะช่วยทำให้บริษัทมีชัยไปกว่าครึ่ง
พิชญ์พจี สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการทาวเวอร์ส วัทสัน บริษัทที่ปรึกษาด้านเอชอาร์ การบริหารความเสี่ยง และบริหารการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทไทยมีแนวโน้มไปควบรวมกิจการกับบริษัทต่างชาติมากขึ้น โดยปีนี้ไทยติดอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ควบรวมธุรกิจกับต่างประเทศมูลค่าสูงสุด และเป็นอันดับ 4 ในเอเชียแปซิฟิก รองจากจีน อินเดีย และเกาหลี สาเหตุเพราะบริษัทขนาดใหญ่ควบรวมกิจการกับต่างชาติมาก เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ควบรวมกับแม็คโคร บริษัท ทีทีซี กรุ๊ป ซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น และ ปตท.ซื้อกิจการบริษัทพลังงานต่างชาติ
ขณะที่ปี 2557 อาจไม่ได้เห็นมูลค่าการควบรวมกิจการของบริษัทไทยกับต่างชาติสูงมากเท่าปี 2556 แต่แนวโน้มการควบรวมก็ยังเพิ่มต่อเนื่อง เพราะบริษัทขนาดกลางในไทยมีแนวโน้มไปขยายการลงทุนในต่างชาติมากขึ้น หลังจากการขยายธุรกิจในไทยเริ่มทำยากขึ้นและขยายจนเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ซึ่งแผนกเอชอาร์ของแต่ละองค์กรจะต้องเตรียมพร้อมรับกับทิศทางการควบรวมกิจการขององค์กรด้วย โดยการปรับโครงสร้างองค์กรรองรับการขยายธุรกิจไปต่างชาตินั้น อาจต้องใช้เวลา 35 ปี จึงจะสำเร็จ
“การที่บริษัทจะออกไปขยายการลงทุนในต่างชาติ สิ่งที่ท้าทาย คือ โครงสร้างพื้นฐานของบริษัทพร้อมรองรับการโอนย้ายงานหรือยัง เช่น การโอนย้ายผู้จัดการฝ่ายผลิตจากไทยไปจีน เพื่อไปถ่ายทอดงานให้ เมื่อบุคลากรในจีนเรียนรู้งานแล้ว ผู้จัดการฝ่ายผลิตต้องการย้ายกลับประเทศ ก็ไม่มีตำแหน่งรองรับ เพราะตำแหน่งเดิมมีคนอื่นทำแทน ทำให้บุคลากรไม่อยากโอนย้าย เพราะกลัวกลับมาแล้วไม่มีตำแหน่งรองรับ”พิชญ์พจี กล่าว
ทั้งนี้ เอชอาร์ในยุคนี้จะต้องตื่นตัวรู้ว่าธุรกิจที่ดูแลอยู่จะต้องเติบโตไปในทิศทางใดบ้าง จากนั้นจะต้องเตรียมพร้อมมองหาบุคลากรในแต่ละพื้นที่ที่ธุรกิจมีแนวโน้มจะขยายไป และบุคลากรที่มีอยู่มีศักยภาพหรือพร้อมถูกโอนย้ายไปดูแลงานในต่างประเทศหรือไม่ โครงสร้างการให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร ไม่ใช่รอให้ผู้บริหารองค์กรประกาศว่าไปลงทุนก่อนจึงจะทำ เพราะอาจไม่ทันการ รวมทั้งต้องวางโครงสร้างเอชอาร์ไว้ก่อน โดยอาจมีแผนกเอชอาร์ในแต่ละประเทศที่ไปแล้วให้รายงานขึ้นตรงมาที่เอชอาร์ส่วนกลางของบริษัท รวมทั้งแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเอชอาร์ที่เป็นขององค์กรร่วมกันนอกจากนี้ จะต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการทำงานมากขึ้น จากเดิมพนักงานเอชอาร์อาจเคยทำงานบางอย่างแทนพนักงาน อาจต้องปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานเหล่านั้นด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีที่มีให้ ขณะเดียวเอชอาร์จะต้องเตรียมบุคลากรในแผนกของตัวเอง ให้พร้อมรองรับการเติบโตเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เพื่อนำวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป สื่อสารกับบุคลากรในองค์กรที่ต่างชาติต่างวัฒนธรรมให้ทำงานร่วมกันได้
“เอชอาร์สมัยใหม่ต้องปฏิบัติตนเป็นคู่หูทางธุรกิจของผู้บริหารองค์กร ไม่ใช่รอคำสั่งแล้วจึงทำ ผู้บริหารก็ต้องเปิดกว้างรับฟังมากขึ้น ส่วนเอชอาร์ก็ต้องกล้าลงมือปฏิบัติ ต้องรู้จักวิเคราะห์กลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านบุคลากรที่บริษัทต้องเผชิญหากต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศต่างๆเพื่อนำเสนอให้ผู้บริหารองค์กรเห็น ซึ่งเอชอาร์ที่มีลักษณะเป็นคู่หูธุรกิจในไทยนั้น ยังมีไม่มาก แต่คนที่มีลักษณะนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดมาก” พิชญ์พจี กล่าว
สำหรับแนวโน้มความต้องการใช้บริการด้านเอชอาร์ในปี 2557 น่าจะเป็นการผลักดันให้เอชอาร์เปลี่ยนแปลงจากฝ่ายที่รอปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บริหาร มาเป็นฝ่ายที่เป็นคู่หูทางธุรกิจให้ผู้บริหารมากขึ้น รวมทั้งการผลักดันให้หัวหน้างาน หรือผู้จัดการฝ่ายต่างๆ เข้าใจการบริหารจัดการบุคลากรในแผนกของตัวเองให้ได้ เพราะจากการสำรวจที่ผ่านมา พบว่าปัญหาที่ทำให้คนลาออกมากที่สุดไม่นับเรื่องเงินเดือน แต่มาจากไม่ชอบหัวหน้างาน หรือมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ของหัวหน้างาน โดยหัวหน้างานมักไม่แยกคนเก่งกับไม่เก่งออกจากกัน ใจดีกับคนเก่งและไม่เก่งเท่ากัน ทำให้คนเก่งรู้สึกไม่อยากทำงานอยู่ต่อ องค์กรก็รักษาคนเก่งไว้ไม่ได้
นับเป็นอีกสาขาอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่หากสามารถวางตัวเป็นเอชอาร์สมัยใหม่ที่เป็นคู่หูทางธุรกิจได้ ที่สำคัญค่าตัวก็สูงไม่เบาทีเดียวเพราะในตลาดตอนนี้ เอชอาร์ที่มีตำแหน่งระดับบริหารแล้ว มีค่าตัวแพงมาก และอาจแพงกว่าเมื่อเทียบกับระดับบริหารของฝ่ายการเงิน การบัญชีด้วยซ้ำ







