posttoday
ไฟแนนเชียลไดเจสต์

ไฟแนนเชียลไดเจสต์

26 ธันวาคม 2556

MALEE หุ้นเด้ง 2 บาท รับซื้อคืนรอบใหม่

MALEE หุ้นเด้ง 2 บาท รับซื้อคืนรอบใหม่

บริษัท มาลีสามพราน (MALEE) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ซื้อหุ้นของบริษัทคืนจากตลาดหลักทรัพย์จำนวน 2.2 แสนหุ้น ในราคาหุ้นละ 28.2530 บาท เป็นเงิน 6,418,525 บาท

ทั้งนี้ บริษัทเปิดโครงการซื้อหุ้นคืนจำนวน 14 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10% ของทุนชำระแล้ว กำหนดวันที่ครบกำหนดโครงการ 27 ก.พ. 2557

ด้านราคาหุ้น MALEE ปิดที่ 30 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 2 บาท


BMCL เพิ่มทุนเสร็จหลัง 4 แบงก์ซื้อ

บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำระแล้วจากเดิม 18,225,704,432 บาท เป็น 2.05 หมื่นล้านบาท ต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2556

การเพิ่มทุนเสร็จเรียบร้อยภายหลังบริษัทได้นำหุ้นที่เหลือจากการจองซื้อของผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 2,274,295,568 หุ้น เสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (พีพี) ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารธนชาต ในราคาหุ้นละ 1 บาท กำหนดวันจองซื้อและชำระเงินค่าหุ้นวันที่ 24 ธ.ค. 2556

AQUA ฟาดกำไร 165 ล้าน

น.ส.เรวดี หวานชิด กรรมการ บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) มีมติอนุมัติการจำหน่ายเงินลงทุนในหุ้นบริษัท อควา แอด (AA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 105,151,997 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นสัดส่วน 26% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว ในราคาหุ้นละ 2.66 บาท รวมมูลค่า 279,494,008 บาท ให้แก่บริษัท วธน แคปปิตัล (WAT)

“ราคาขายที่ 279.49 ล้านบาท เกิดจากการเจรจาของทั้งสองฝ่าย โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ประเมินโดยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด ซึ่งมีมูลค่าระหว่าง 237.01254.15 ล้านบาท ทำให้ AQUA มีกำไร 165.93 ล้านบาท” น.ส.เรวดี กล่าว

การขายหุ้น AA ให้กับ WAT ครั้งนี้ ถือได้ว่าเกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก WAT เป็นผู้นำด้านพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ลงทุนที่มีศักยภาพ สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับ AA ทั้งในด้านการเป็นลูกค้าและพื้นที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ สำหรับใช้ในสื่อโฆษณาต่างๆ ขณะเดียวกัน AQUA ก็สามารถลดความเสี่ยงทางธุรกิจลงได้

ด้านผลประกอบการของ AA ในปี 2555 มีรายได้รวม 336.78 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 35.63 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนปีนี้ มีรายได้รวม 295.15 ล้านบาท และกำไรสุทธิมากถึง 35.56 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มในปี 2557 ประมาณการว่า จะมีกำไรสุทธิ 76.41 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 85.84 ล้านบาท 94.41 ล้านบาท 102.12 ล้านบาท และ 109.21 ล้านบาท ในปี 25582561 ตามลำดับ

‘เอสโซ่’ รักษาเครดิต A+

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ที่ระดับ “A+” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานเป็นที่ยอมรับในธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดจนโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานผลิตอะโรเมติกส์ที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนที่เข้มแข็งจาก Exxon Mobil Corporation และบริษัทในเครือ

การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความผันผวนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ตลอดจนความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกด้วย

ขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะที่แข็งแกร่งทั้งในส่วนของผลประกอบการและการตลาดในธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศไทยเอาไว้ได้ นอกจากบริษัทจะดำรงสภาพคล่องให้เพียงพอและยังคงได้รับการสนับสนุนจาก ExxonMobil เพื่อที่จะสามารถรองรับความผันผวนของธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีได้

บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือ ExxonMobil บริษัทบริหารจัดการโรงกลั่นน้ำมัน จำนวน 1 โรง จากทั้งหมด 28 โรง ของ ExxonMobil ที่มีอยู่ทั่วโลก บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจน้ำมันในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2437 และเริ่มดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมันในปี 2514

บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ ด้วยกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 1.74 แสนบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% ของกำลังการกลั่นทั้งหมดในประเทศไทย

บริษัทจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ให้แก่กลุ่มลูกค้าพาณิชย์และจำหน่ายผ่านสถานีบริการในเครือข่าย โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย. มีปั๊ม “เอสโซ่” จำนวน 513 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังผลิตและจำหน่ายสารอะโรเมติกส์ จากโรงงานที่มีกำลังการผลิตสารพาราไซลีน (PX) ทั้งสิ้น 5 แสนตันต่อปี

“โรงกลั่นของบริษัทได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและมีหน่วยผลิตที่มีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับประโยชน์จากเครือข่ายของ ExxonMobil ที่มีอยู่ทั่วโลกในการจัดหาน้ำมันดิบและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทด้วย”

ในปี 2555 ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่บริษัทกลั่นได้ ประกอบด้วยน้ำมันดีเซล 34.9% น้ำมันเบนซิน 17.3% รีฟอร์เมต 12.5% น้ำมันเตา 11.3% น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน 8.7% และอื่นๆ 15.3% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน มียอดจำหน่ายโดยรวมเป็นอันดับ 2 รองจาก บริษัท ปตท. โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 1517% ด้วยยอดจำหน่าย 2,5003,000 ล้านลิตรต่อปี

สถานะทางการเงินของบริษัทอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในช่วง 9 เดือนของปี 2556 รายได้ลดลง 1.6% เป็น 181,293 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นหลัก ยอดขายในสัดส่วน 90% มาจากธุรกิจการกลั่นและจัดจำหน่ายน้ำมัน ส่วนที่เหลืออีก 10% มาจากธุรกิจปิโตรเคมี แต่อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 3.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 เป็น 4.2 เหรียญสหรัฐ ทำให้ธุรกิจการกลั่นและจัดจำหน่ายน้ำมันของบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 2,739 ล้านบาท แต่อัตรากำไรของธุรกิจปิโตรเคมีได้รับผลกระทบจากอุปทานส่วนเกินของ PX ซึ่งทำให้ส่วนต่างของราคาแคบลง ธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัทจึงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 593 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท