
ลุ้นการเมืองไทย"ตัวแปร"สู่ยุคประชาคม
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
เหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 2 ปี สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศก็จะเข้าสู่การเป็นประชาคมเดียวกันอย่างเป็นทางการ และถือเป็นจังหวะเวลาสำคัญที่แต่ละประเทศจะเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ
สำหรับไทย แม้จะมีความตื่นตัวกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมากกว่าเพื่อนบ้านรายอื่นๆ แต่ความพร้อมเชิงโครงสร้างยังต้องเร่งพัฒนาอีกมาก
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่า ไทยมีความตื่นตัวเรื่องอาเซียนมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่การรับรู้และเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนน้อยกว่า แต่ความ “ตื่นตัว” ไม่เท่า “เตรียมตัว” และที่สำคัญต้องลงมือทำ ไม่เช่นนั้นจะเสียโอกาส
ตอนนี้ไทยยังมีเวลาอีก 2 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศ เพื่อรองรับภูมิภาคอาเซียนที่กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งการเมืองถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะยกเครื่องประเทศให้มีความพร้อม
โดยไทยต้องมีความเข้มแข็งใน 3 ส่วน คือ 1.ภาครัฐที่เข้มแข็ง นำพาประเทศไปถูกทาง 2.เอกชนที่มีความสามารถ และ 3.ประชาชนที่เก่งรอบด้าน โดยมีการศึกษาที่ดีทั้งในระบบและนอกระบบ
ปัจจุบันไทยยังมีจุดอ่อนทั้ง 3 ส่วนข้างต้น ในส่วนของภาครัฐที่รวมทั้งรัฐบาลและหน่วยงานราชการยังไม่มีนโยบายที่ถูกต้องในการมุ่งสู่ประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลัก สิ่งที่รัฐบาลเร่งทำอย่างนโยบายรถคันแรก รับจำนำข้าว ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์การที่อาเซียนจะมีฐานผลิตเดียวกันและเป็นตลาดเดียวกัน
ขณะที่ภาคเอกชนต้องทบทวนว่ามีความพร้อมพอหรือไม่ โดยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเก็บเกี่ยวพลวัตความเปลี่ยนแปลง แปรจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งให้ได้ ส่วนภาคประชาชนต้องตื่นตัวเรื่องนี้ และพัฒนาทักษะให้เก่งขึ้นสมกับค่าแรงที่แพงขึ้น เพราะตอนนี้ต้นทุนของไทยแพงขึ้นทุกอย่าง ซึ่งรัฐต้องมีเครื่องมือหรือลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่ออบรมให้แรงงานเก่งขึ้น
ส่วนภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว เพราะทุกๆ อุตสาหกรรมจะต้องเผชิญกับโอกาสและความท้าทายที่จะตามมาจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ยกตัวอย่างภาคการเกษตร ซึ่งไทยพัฒนามาก่อนและมีความพร้อมมากกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ อีกทั้งวางตัวเป็นครัวของโลก ดังนั้น ไทยต้องคิดหาทางที่จะเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านได้อย่างไร ไม่ใช่เน้นสู้เรื่องราคาถูก เพราะไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้แล้ว จึงต้องคิดเทคโนโลยีแปรรูป และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบ
ด้านอุตสาหกรรม ไทยก็พัฒนามาก่อน เพื่อนบ้านบางรายยังผลิตสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เพราะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากไทย จึงควรมองหาวิธีที่จะเป็นศูนย์กลางในห่วงโซ่การผลิต
และภาคบริการที่ไทยมีความได้เปรียบมาก แต่ยังขาดการพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะด้านการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ การศึกษา บันเทิง กีฬา ค้าปลีกค้าส่ง โลจิสติกส์ และภาคบริการทางการเงิน ไทยจึงควรพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านบริการและเพิ่มสัดส่วนรายได้ในภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 48% ของจีดีพี ขณะที่สหรัฐมีสัดส่วนถึง 78% ของจีดีพี และญี่ปุ่นอยู่ที่ 60%
ภาคบริการมีความสำคัญมากสำหรับไทย เพื่อขยับจากเศรษฐกิจการผลิต (Production Based Economy) ไปสู่เศรษฐกิจภาคบริการ (Service Based Economy) ไม่เช่นนั้นไทยจะติดอยู่ในวังวนการเป็นประเทศรายได้ปานกลางนานเกินไป และไม่มีจุดขายเศรษฐกิจใหม่ๆ
หากมองเพื่อนบ้านที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่นับสิงคโปร์ที่นำไปไกล ประเทศที่น่าจับตามอง คือ มาเลเซีย ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนตั้งแต่สมัย มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่มีความสามารถนำพาประเทศเดินสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่มีปัญหาความหลากหลายทางเชื้อชาติ ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังต้องพิสูจน์อีก แต่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันและดัชนีคอร์รัปชั่น
ที่สำคัญ คือ ทั้งภาครัฐที่ประกอบด้วยนักการเมืองและข้าราชการประจำ รวมถึงภาคธุรกิจและประชาชนต้องปรับกรอบความคิดใหม่ โดยต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้งต้องมีความคิดที่ถูกต้อง ทันกาล ทันเกม และสามารถนำกรอบความคิดนั้นมาใช้ประโยชน์ให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาทักษะความรู้อยู่เสมอ







