posttoday
คำสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด

คำสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด

25 ธันวาคม 2556

เมื่อปลายเดือน ต.ค. 2556 อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ได้มีความเห็นสั่งฟ้อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553

เมื่อปลายเดือน ต.ค. 2556 อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ได้มีความเห็นสั่งฟ้อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553

ทั้ง อภิสิทธิ์ และ สุเทพ ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อัยการสูงสุดมีความเห็นว่าการใช้หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการที่ ป.ป.ช.จะสามารถดำเนินการไต่สวนได้ จึงสั่งฟ้อง อภิสิทธิ์ และ สุเทพ ในฐานะบุคคลธรรมดา

ย้อนไปเมื่อปี 2553 ขณะนั้น อภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การมีคำสั่งตั้ง ศอฉ.ถือว่าเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นคำสั่งในฐานะส่วนตัว คำสั่งตั้ง สุเทพ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. จึงไม่ถือว่าเป็นการแต่งตั้งในฐานะส่วนตัว คำสั่งใดๆ ของผู้อำนวยการ ศอฉ.จึงเป็นคำสั่งของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่คำสั่งในฐานะส่วนตัว เมื่อเป็นเช่นนี้คำสั่งของ อภิสิทธิ์ และ สุเทพ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. จึงเป็นคำสั่งที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่หน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการสูงสุดเคยมีความเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจสอบสวนในคดีต่อสัญญาสัมปทานบีทีเอส เพราะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ถือเป็นข้าราชการการเมือง ต้องเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ดำเนินการ

มีหลายฝ่ายมองว่าการที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องครั้งนี้ เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งก็คงจะไม่ผิดอะไรหากจะมีความคิดเช่นนี้ เพราะ สุเทพ เคยให้สัมภาษณ์โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ อัยการสูงสุดในขณะนั้นเป็นกรรมการใน ศอฉ. และตลอดการประชุมที่จะมีคำสั่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัยการสูงสุดมาประชุมเองหรือส่งตัวแทนมา ก็ไม่เคยมีใครทักท้วงการออกคำสั่งของ ผอ.ศอฉ. อัยการถือเป็นผู้รู้กฎหมาย หากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิดกฎหมาย ควรที่จะทักท้วงในทันที

การปฏิบัติหน้าที่ของบรรดาอัยการและเจ้าหน้าที่ทำให้ผลงานต่างๆ ที่ผ่านมาคงเข้าตารัฐบาล จะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2556 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เบิกจ่ายเงิน 10 ล้านบาท มาจัดสรรเป็นเงินรางวัลให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งบังเอิญโดยแท้ที่ได้รับเงินดังกล่าวในช่วงไล่เลี่ยกับการสั่งฟ้อง อภิสิทธิ์ และ สุเทพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท