
เอ็มเอฟซีตั้งเป้าเอยูเอ็มปี57เพิ่ม5%
เอ็มเอฟซี ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มเอยูเอ็ม 5% รายได้โต 10% หวังขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งกองสำรองเลี้ยงชีพ
เอ็มเอฟซี ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มเอยูเอ็ม 5% รายได้โต 10% หวังขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งกองสำรองเลี้ยงชีพ
น.ส.ประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ในปี 2557 ตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ประมาณ 5% จากปี 2556 ขณะเดียวกันจะพยายามรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ในปี 2557 ไว้ประมาณ 10% ใกล้เคียงกับการเติบโตในปี 2557
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2556 เอยูเอ็ม บลจ.เอ็มเอฟซี อยู่ที่ 297,152.83 ล้านบาท ในงวด 9 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิ 319.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 224.68 ล้านบาท หรือ 235.86% โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการ 832.97 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 347.17 ล้านบาท หรือ 71.46% เนื่องจากการจัดตั้งกองทุนใหม่ 17 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 13,860 ล้านบาท และสามารถบริหารจัดการกองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์ได้ตามเป้าหมาย 8 กองทุน
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายช่องทางจำหน่ายกองทุน โดยเปิดสาขาในจังหวัดเชียงใหม่อีก 1 แห่ง ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2557 จากปัจจุบันที่มีสาขาในจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพแล้ว พร้อมกันนี้จะเพิ่มทีมขายกองทุนเป็น 100 คน จาก 60 คนในปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ น.ส.ประภา กล่าวอีกว่า ในปี 2557 บลจ.เอ็มเอฟซี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสินทรัพย์สุทธิของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรม เนื่องจากขณะนี้มีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้เข้ามาลงนามในสัญญาแต่งตั้งให้บลจ.เอ็มเอฟซีบริหารกองทุนเพิ่ม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลให้มีมูลค่ากองทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทในต้นปี 2557
“ในปีหน้า เราคาดว่า จะขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ เพราะตอนนี้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่หมดสัญญาการบริหารกับบลจ.อื่น ก็เริ่มเข้ามาติดต่อเซ็นสัญญากับเราแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 2557 เงินก้อนใหม่ก็น่าจะเข้ามาถึง 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่ออันดับของเราทันที เพราะตอนนี้เราห่างกับ บลจ.กสิกรไทย ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น”น.ส.ประภา กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ บลจ.เอ็มเอฟซี มีสัดส่วนการบริหารเงินของรัฐวิสาหกิจสูงถึง 80% จากปีก่อน 70% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นในปี2557 บลจ.เอ็มเอฟซี จึงมีแนวคิดจะเจาะกลุ่มบริษัทขนาดกลาง และ ขนาดเล็กมากขึ้น โดยจะใช้วิธีจัดตั้งกองทุนรวมทุน (Pooled Fund) ซึ่งจะเป็นการรวมเอาเงินลงทุนของบริษัทขนาดกลางและเล็กหลายๆ แห่งเข้ามาอยู่ในกองทุนเดียว เพื่อให้มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น สะดวกต่อการบริหาร
“มั่นใจว่า เราจะได้รับความสนใจจากบริษัทเอกชน เนื่องจากมีความโดดเด่นหลายเรื่อง เช่น การสร้างผลตอบแทน ที่อยู่ในระดับที่ดีมาโดยตลอด การให้บริการ ซึ่งมีการวางรูปแบบนโยบายกองทุนไว้ถึง 8 แผน ให้เลือก และมีระบบทะเบียนสมาชิกที่ดี สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายกองทุน”น.ส.ประภา กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2557 บลจ.เอ็มเอฟซี จะเปิดขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 2 กองทุน หลังจากปิดการขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเหมราชอินดัสเตรียล (HPF) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งสามารถขายหน่วยลงทุนได้ 4,700 ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และหลังจากนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี จะนำหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป







