
KFCกับเลือกตั้งอิเหนา
ในปี 2557 อินโดนีเซียจะจัดเลือกตั้งในหลายระดับ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมถึงการชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค. แทนที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันซึ่งครบวาระ 2 สมัยแล้ว
ในปี 2557 อินโดนีเซียจะจัดเลือกตั้งในหลายระดับ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมถึงการชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค. แทนที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันซึ่งครบวาระ 2 สมัยแล้ว
นอกจากการเลือกตั้งจะส่งผลให้บางธุรกิจคึกคักขึ้น เช่น สื่อมวลชน ทำป้ายหาเสียง ที่จะมีงานเข้าเป็นกอบเป็นกำในช่วงนี้ เชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากงานนี้ด้วย
อย่างกรณีของบริษัท ฟาสต์ฟู้ด อินโดนีเซีย ผู้ได้สิทธิไลเซนส์บริหารแฟรนไชส์แบรนด์ “เคเอฟซี” ในแดนอิเหนา เตรียมลงทุนราว 3.5 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 29 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อเปิดสาขาใหม่ในปี 2557 เพราะบริษัทมองเห็นเทรนด์ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ทั้งจำนวนของกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ของคนเหล่านี้ที่จะมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับความนิยมบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้รายได้ของบริษัทในปีหน้าโตที่ระดับ 12% แตะ 4.53 ล้านล้านรูเปียห์ จากปีนี้ที่อยู่ที่ 4.13 ล้านล้านรูเปียห์
ที่สำคัญ การเลือกตั้งในระดับต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น น่าจะมีส่วนทำให้ยอดสั่งอาหารจากร้านฟาสต์ฟู้ดเพิ่มขึ้น เนื่องจากบรรดาผู้หาเสียงจะเร่งออกพื้นที่พบปะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อหาคะแนนเสียง และอาหารฟาสต์ฟู้ดก็มีความสะดวกมากกว่าในแง่เป็นเสบียงระหว่างเดินทาง
ขณะนี้บริษัทเตรียมสำรองเงินสดไว้ใช้ในการลงทุนขยับขยายกิจการในปีหน้า โดยจะเปิดสาขาใหม่ 30 แห่ง และปรับปรุงสาขาที่มีอยู่ราว 60 แห่ง
ทั้งนี้ ในปี 2556 นับถึงเดือน ก.ย. บริษัทเปิดสาขาใหม่ 29 แห่ง ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งหมดอยู่ที่ 476 แห่ง ซึ่ง 175 สาขาอยู่ในจาการ์ตา
สำหรับผลงานของบริษัทฟาสต์ฟู้ดรายนี้ สามารถทำรายได้ 2.9 ล้านล้านรูเปียห์ ในระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย.ปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า
แต่กำไรสุทธิกลับลดเหลือ 1.07 แสนล้านรูเปียห์ จาก 1.4 แสนล้านรูเปียห์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะต้นทุนพลังงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16% หรือราวๆ 1.6 ล้านล้านรูเปียห์
อีกทั้งยังต้องเผชิญการแข่งขันที่หนักขึ้นจากธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่น
ปีม้าที่จะมาถึงไม่เพียงต้องจับตาการเมืองอินโดนีเซียที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องจับตาว่ากลยุทธ์ของเชนฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง “เคเอฟซี” ที่อิงกระแสเลือกตั้งจะได้ผลจริงตามที่ตั้งเป้าหรือไม่







