
ความท้าทายE&E ไทย
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ของไทยเริ่มต้นเมื่อ 5060 ปี เมื่อรัฐบาลจัดตั้งสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์จำนวนมาก ต่อมามีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท White Goods เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ เพื่อทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันกลายเป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยในปี 2533 ไทยเป็นฐานผลิตตู้เย็นใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและเม็กซิโก และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศใหญ่อันดับ 2 ของโลก ในปี 2553 รองจากจีน
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ของไทยเริ่มต้นเมื่อ 5060 ปี เมื่อรัฐบาลจัดตั้งสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์จำนวนมาก ต่อมามีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท White Goods เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ เพื่อทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันกลายเป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยในปี 2533 ไทยเป็นฐานผลิตตู้เย็นใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและเม็กซิโก และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศใหญ่อันดับ 2 ของโลก ในปี 2553 รองจากจีน
อุตสาหกรรมนี้ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตเพื่อส่งออก เมื่อบริษัท เนชั่นแนลเซมิคอนดักเตอร์ และบริษัท ฟิลิปส์ เซมิคอนดักเตอร์ ได้จัดตั้งโรงงานประกอบและทดสอบวงจรรวม เมื่อปี 2517 จากนั้นก้าวไปสู่การผลิต Hard Disk Drive (HDD) เริ่มจากบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ในปี 2526 จากนั้นเริ่มเกิดคลัสเตอร์ HDD และชิ้นส่วนในไทย จนกลายเป็นฐานการผลิต HDD ใหญ่ที่สุดในโลก
ปัจจุบันแม้สถานการณ์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไม่ค่อยดี เนื่องจาก ประการแรก ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดโลกปี 2556 จำนวน 314.2 ล้านเครื่อง ลดลงถึง 10.1% เมื่อเปรียบเทียบกับ 349.4 ล้านเครื่อง ในปี 2555 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 305.1 ล้านเครื่อง ในปี 2557 กระทบต่อการผลิต HDD
ประการที่สอง การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเวียดนาม ซึ่งมูลค่าส่งออก E&E เติบโตรวดเร็วมาก คาดว่าจะแซงหน้าไทยในอีก 23 ปีข้างหน้า เฉพาะซัมซุงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตั้งฐานผลิตโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ในเวียดนาม มีมูลค่ายอดส่งออก 6 แสนล้านบาท พอๆ กับอุตสาหกรรม HDD ทั้งหมดของไทย และล่าสุดเดือน มี.ค. 2556 นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ของซัมซุงในเวียดนาม มูลค่าแสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นฐานผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดของซัมซุง ขณะที่บริษัท แอลจี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลเวียดนามเมื่อปลายปี 2556 มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท
ประการที่สาม ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลงมาก โดยจากการสำรวจเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2556 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจของไทย ซึ่งไตรมาส 3 ของปี 2556 อยู่ระดับ 71 แต่ไตรมาส 4 ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40 นับว่าต่ำที่สุดนับจากเริ่มสำรวจในปี 2552
การลดลงของความเชื่อมั่นจะเป็นปัญหาอย่างมากในระยะยาว เพราะผู้ผลิตต่างหวั่นเกรงถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องส่งมอบถึงลูกค้าล่วงหน้าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง หากส่งมอบไม่ทันเวลาจะถูกปรับเป็นเงินมหาศาล เพราะทำให้โรงงานต้องหยุดผลิตเพราะขาดชิ้นส่วน ทำให้ผู้ผลิตหันไปลงทุนในประเทศอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง และผู้ซื้อในต่างประเทศจะเปลี่ยนไปสั่งซื้อจากโรงงานในประเทศอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้น หากสถานการณ์การเมืองของไทยไม่ปรับตัวดีขึ้น สถานการณ์ส่งออกสินค้า E&E อาจไม่สดใสอย่างที่คิด







