
ความเขลาของมวลมหาประชาชน และวิธีป้องกันไม่ให้มีอคติทางอารมณ์
เดือน ธ.ค.ควรจะเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ เริ่มปล่อยวาง เริ่มผ่อนคลาย และพักผ่อน หลังจากที่ได้ทำงานหนักมาทั้งปี แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ อุณหภูมิการเมืองได้ร้อนระอุขึ้นอย่างแรง ฝูงชนหรือกลุ่มม็อบต่างๆ หวนกลับออกมาอีกครั้ง และวัฏจักรของความวุ่นวายทางการเมืองก็ดำเนินต่อไป
เดือน ธ.ค.ควรจะเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ เริ่มปล่อยวาง เริ่มผ่อนคลาย และพักผ่อน หลังจากที่ได้ทำงานหนักมาทั้งปี แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ อุณหภูมิการเมืองได้ร้อนระอุขึ้นอย่างแรง ฝูงชนหรือกลุ่มม็อบต่างๆ หวนกลับออกมาอีกครั้ง และวัฏจักรของความวุ่นวายทางการเมืองก็ดำเนินต่อไป
โชคดีที่ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มของคนที่ไม่แคร์ว่าใครจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หากคนคนนั้นได้รับเลือกจากประชาชน และการที่อยู่ในภาคเอกชนก็ช่วยด้วยเช่นกัน เพราะผมไม่จำเป็นต้องไปอ่อนน้อมให้นักการเมืองเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ ผมเห็นใจคนที่ใส่ความรู้สึกเข้าไปกับวิกฤตทางการเมืองปัจจุบัน และน่าเสียดายมากที่เพื่อนและบุคคลในครอบครัวไม่สามารถคุยเรื่องการเมืองอย่างเสรี โดยไม่ต้องทะเลาะกัน
กระทู้ที่เห็นจากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คือ การเรียกร้องให้เอานักการเมืองที่โกงกินออกจากรัฐสภา บางคนเรียกร้องถึงการยกเลิกระบบรัฐสภาด้วยซ้ำไป ผมพูดได้เพียงว่า ระวังในสิ่งที่คุณหวัง เพราะอาจจะเป็นจริงได้ ในความเห็นของผม คนส่วนมากที่ร่วมการชุมนุมดังกล่าว สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่ถูกหลอก ไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง และกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองถูก โดยไม่คำนึงถึงอะไรถูกหรือผิด ซึ่งอาจจะเลวร้ายกว่ากลุ่มคนที่พวกเขาพยายามจะกำจัดก็ได้
ผมไม่รังเกียจคนกลุ่มแรกมากนัก เพราะพวกเขามีความคิดที่บริสุทธิ์จึงทำให้ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดง่ายมาก แต่ผมมองว่ากลุ่มที่สองเป็นอะไรที่กระแทกแดกดัน ผมรู้จักนายแบงก์คนหนึ่งที่เกษียณแล้ว เขาร่วมเป่านกหวีดเป็นประจำและเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริต สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมากคือคนบางคนสามารถเปลี่ยนสีได้ง่ายดายโดยไม่กระวนกระวายใจเลย นายแบงก์คนดังกล่าวเคยช่วยขายกิจการของบริษัทภายใต้ความดูแลของนักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโกงชาติให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยธนาคารของเขาได้ค่านายหน้าเป็นมูลค่าหลายล้านบาท ผมจึงมีคำถามว่า หากคุณไม่รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงในการรับเงินจากคนที่คุณเรียกว่าโจรแล้วคนอื่นจะเรียกคุณว่าอะไร
ในเรื่องของคอร์รัปชั่น และการคิดว่าตัวเองมีคุณธรรมสูงกว่าคนอื่นๆ มายาวีที่เรามักจะได้รับจากการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าว อาจเป็นอะไรที่แสบแก้วหูมากกว่าเสียงนกหวีด เนื่องจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “คนดี” อาจจะยอมรับไม่ได้ว่า เมื่อพรรคฝ่ายค้านได้ขึ้นบริหารประเทศในอดีต พวกเขาเหล่านั้นได้โกงกินเหมือนกัน หรือมากกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยซ้ำไป ความเป็นจริงที่น่าเศร้าคือ เกือบทุกคนในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว ผมไม่เพียงแต่พูดถึงนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงข้าราชการระดับสูง คนในเครื่องแบบ ผู้พิพากษา และผู้บริหารในภาคเอกชน เป็นต้น บัญชีรายชื่อยาวกว่าที่จะเขียนได้ในที่นี้ แต่เพื่อความเป็นธรรม พวกเราไม่ควรโทษคนเหล่านี้มากเกินไป เพราะนี่ก็คือส่วนหนึ่งของวิธีการทำงาน (Modus Operandi) ในประเทศไทย
หน่วยงานราชการ รวมถึงกองทัพ มีจำนวนคนมากเกินไป และคนเหล่านี้ก็มีเงินเดือนไม่สูงมาก เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะพยายามหารายได้พิเศษเข้ากระเป๋า อย่าเรียกการกระทำอย่างนี้ว่าคอร์รัปชั่น แต่ควรจะเรียกว่าเป็นเงินชดเชยความเป็นอยู่ นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็ไม่ได้ลำบากใจที่จะจ่ายเงินใต้โต๊ะ หากการกระทำดังกล่าวนำความสำเร็จมาให้พวกเขาได้ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว ก็จะถูกบันทึกในบัญชีว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ผลการสำรวจพบว่า คนรุ่นหลังรับพฤติกรรมดังกล่าวได้ หากการกระทำดังกล่าวทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์ด้วย เพราะฉะนั้น หากเราต้องการขับไล่คนโกงออกจากประเทศไทย เราอาจจะสูญเสียประชากรเกือบครึ่งหนึ่ง
สำหรับคนที่มองว่าตัวเองมีคุณธรรมสูงกว่าคนอื่นๆ ผมไม่ชอบที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้คำว่า “คนเลว” ผู้ชุมนุมหลายคนเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ ที่ผมรู้จักดี ซึ่งทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นที่น่าสังเวชมากยิ่งขึ้น ในสายตาของคนเหล่านี้ ทุกคนที่ไม่ใช่พวกพ้องจะเป็น “คนเลว” หมด ผู้ชุมนุมบางคนไม่สามารถยอมรับได้ว่า “นายใหญ่ที่ดูไบ” คงไม่ถูกจำคุกแน่ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ผู้ชุมนุมเหล่านี้ไร้เดียงสามาก หรือกำลังหลอกตัวเอง
พวกเรายังไม่รู้เหรอว่า คนรวยและคนที่มีเส้นสายในประเทศไทย ไม่ต้องเข้าไปนอนในคุก ลูกคนรวยที่ขับรถสปอร์ตชนคนบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่ข้างถนนก็ไม่เคยต้องเข้าคุก เจ้าพ่อในบางจังหวัดที่ต้องหลบหนีกฎหมาย ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่ต้องติดคุก หลังจากที่เขาแอบกลับเข้าประเทศไทยและเข้าพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ความลับที่ทุกคนทราบกันดี คือ ผู้ร้ายหรืออดีตผู้นำเผด็จการ มักจะหลบหนีไปใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศระยะเวลาหนึ่ง ก่อนแอบกลับเข้าประเทศอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องเข้าไปนอนในคุก ผมคงไม่จำเป็นต้องพูดเกี่ยวกับสถานะของระบบยุติธรรมของประเทศไทยมากกว่านี้ ผมอยากจะพูดตรงๆ ว่า “นายใหญ่ที่ดูไบ” ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนที่ผมอ้างถึงข้างต้น และการที่ให้คนที่หลายคนเรียกว่า “เลว” กลับมาบ้าน ก็คงไม่หนักแผ่นดินไปมากกว่าปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น เราจะแก้วิกฤตในปัจจุบันได้อย่างไร ผมเติบโตมากับระบบหนึ่งเสียงต่อหนึ่งคน เพราะฉะนั้น ผมเลือกที่จะอยู่กับปีศาจที่ผมรู้จัก มากกว่าจะอยู่กับปีศาจที่ผมไม่รู้จัก ความคิดของการที่คนเราไม่มีสิทธิออกเสียงเป็นอะไรที่วิปริตมาก และผมมั่นใจว่า ปีหน้า เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป หัสนาฏกรรมเป่านกหวีดก็จะกลายเป็นเพียงแค่ฝันร้ายของคนไทยส่วนมาก
สำหรับคนที่กำลังประสบปัญหาโรคกลัวที่จะตกข่าว Fear Of Missing Out (FOMO) ผมแนะนำว่า คุณควรจะหยุดเล่น Facebook หรือ Line สักพัก และหาโอกาสหลบไปพักผ่อนบ้าง เชื่อผมเถอะว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้สภาพจิตของคุณดีขึ้น ประเทศไทยจะยังคงอยู่ที่นี่เมื่อคุณได้รับกลับมาจากพักร้อน เราคนไทยจะค่อนข้างมากด้วยไหวพริบ หากคุณไม่เชื่อผม ลองดูตลาดหุ้นเป็นแนวทางสิ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดัชนี SET เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 17 ต่อปี ซึ่งเกิดขึ้นแม้ว่าเราต้องเผชิญวิกฤตต่างๆ อาทิ การก่อรัฐประหาร ภัยธรรมชาติ และการชุมนุมทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ประชาธิปไตยกำลังวางรากฐาน และควรจะมีโอกาสให้เจริญเติบโตขึ้น สุดท้ายนี้ อย่าลืมจัดพอร์ตการลงทุนของคุณให้มีความหลากหลายลงทุนบ่อยๆ โดยใช้ Dollar Cost Averaging และในที่สุด ทุกอย่างก็จะออกมาดีเอง เชื่อผมเถอะครับ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







