
ออนิกซ์รุกโรงแรมโอโซเอาใจตลาดกำลังซ์อปานกลาง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
เครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วโลก มีเจ้าของเป็นคนไทย มีไม่กี่เครือ แต่ละเครือล้วนมีแนวทางทำธุรกิจเฉพาะตัว มุ่งเน้นตลาดต่างกัน แต่จุดหมายที่เหมือนกันคือ นำชื่อเสียงแบรนด์ไทยไปผงาดทั่วโลก
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานกรรมการอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้บริหารโรงแรมอมารี ซัฟฟรอน ชามา และโอโซ เปิดเผยว่า อีก 5 ปี ออนิกซ์ฯ จะมีโรงแรมในเครือ 81 แห่งทั่วโลก โดย 50% เป็นแบรนด์อมารี 25% เป็นแบรนด์โอโซ ที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นเพิ่มจากปัจจุบันที่มีโรงแรมในเครือกว่า 30 แห่ง ซึ่งโรงแรมในไทยที่เพิ่มขึ้นจะมีทั้งเป็นเจ้าของเอง รับจ้างบริหาร หรือร่วมลงทุนกับพันธมิตร โดยจำนวนโรงแรมในกรุงเทพฯ จะเติบโตที่สุด รองลงมาเป็นภาคใต้ เหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ
ขณะที่เป้าหมายปี 2557 คาดหวังอัตราเข้าพักเฉลี่ย 85% รายได้โต 15% เพราะลูกค้ากำลังซื้อมากขึ้น ประกอบกับได้ปรับปรุงห้องพักโรงแรมในเครือปี 2555-2556 ทำให้คาดว่าปีหน้าจะขึ้นราคาห้องพักได้ 10-15% โดยโรงแรมในจุดหมายท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา และจังหวัดทางภาคใต้ จะขึ้นราคาได้มากกว่าโรงแรมทางภาคเหนือ ตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งความต้องการของลูกค้ายังไม่มีเสถียรภาพ การเดินทางยังดีเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ที่แทบไม่มีช่วงไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) เลย เพราะนักท่องเที่ยวมามากตลอดปี
“ปี 2557 หากสถานการณ์บ้านเมืองกลับมาปกติ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโต 10-15% ตลาดในประเทศ รวมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยหรือทำงานในไทย จะโตกว่า 10% ปัจจัยเกื้อหนุนจากคมนาคมสะดวกขึ้น สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) มากขึ้นส่วนค่าเงินบาทคงไม่แข็งค่ามาก ไม่มีผลต่อการท่องเที่ยว เพราะทางการมีมาตรการแทรกแซงไม่เป็นทางการช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ ไม่น่าเคลื่อนไหวเกิน 5% จากปีนี้” ม.ล.สุรวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่า การท่องเที่ยวจะเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2557 มีบทบาทสำคัญช่วยพยุงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ยังขยายตัวได้ ในภาวะที่ภาคการผลิตและการส่งออกยังฟื้นไม่เต็มที่
ทั้งนี้ ในส่วนของออนิกซ์ฯ ปี 2557 มีแผนเปิดตัว 6 โครงการ รวมเกือบ 1,000 ห้อง เป็นในประเทศ 4 โครงการ คือ โอโซ พัทยา, โอโซ สมุย, อมารี เรสซิเดนท์ จอมเทียน และพัทยา เบย์ รีสอร์ท ต่างประเทศ คือ โอโซ โคลัมโบ และอมารี ธากา โดยเตรียมงบสำหรับปรับปรุงโรงแรมเก่าและสร้างโรงแรมใหม่ 2,000 ล้านบาท เน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างประเทศจะเป็นรูปแบบรับบริหารทั้งหมด
สำหรับโอโซ เป็นแบรนด์ 3 ดาว ที่ออนิกซ์ฯ ศึกษาการทำตลาดควบคู่กับการเปิดโรงแรมไปด้วย โดยปีหน้าจะถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จด้านการเปิดโอโซ ซึ่งจะเน้นเปิดแบรนด์นี้ในไทยเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีงบประมาณไม่สูงมาก
กลุ่มที่พัก 34 ดาวลงมา มี 60% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด กลุ่มนี้ต้องการพักในไทยนานขึ้น เมื่อค่าเดินทางถูกลง ก็ต้องการมาไทยซ้ำ ครั้งที่มาซ้ำอาจไม่ต้องการพักโรงแรมหรูหราเหมือนกลุ่มธุรกิจ องค์กร ต้องการเพียงความปลอดภัย ความสะอาด และบริการที่มีมาตรฐาน โรงแรม 3 ดาวจึงตอบโจทย์ได้ดี
“เจ้าของโรงแรมไทยแท้ ที่ทำโรงแรม 3 ดาว แล้วนำโรงแรมไปให้เครือโรงแรมระดับนานาชาติ (อินเตอร์เชน) บริหารงานให้ เริ่มเปลี่ยนแนวทางหันกลับมาบริหารงานเองมากขึ้น เป็นเพราะการให้อินเตอร์เชนบริหารไม่ตอบโจทย์เจ้าของโรงแรม อินเตอร์เชนบางเครือขยายงานรับบริหารโรงแรมในไทยจำนวนมาก โดยไม่คำนึงว่า ทำเลของโรงแรมแบรนด์เดียวกันที่รับบริหารอยู่ติดกันเกินไป ทำให้เจ้าของโรงแรมไทยหันมาเปิดแบรนด์โรงแรม 3 ดาวกันเอง” ม.ล.สุรวุฒิ กล่าว
ม.ล.สุรวุฒิ กล่าวว่า จะไม่ขยายโรงแรม 3 ดาวอย่างโอโซ เชิงปริมาณ แต่เน้นทำเลที่ตั้งให้อยู่ในพื้นที่เดินทางสะดวก ให้โอโซเป็นโรงแรมที่อยู่ยั่งยืน เพื่อลูกค้าภักดีกับโรงแรม
ออนิกซ์ฯ มีศูนย์ฝึกอบรมพนักงานสำหรับป้อนโรงแรมทุกแห่งในเครืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้เปรียบเครือโรงแรมอื่น สามารถฝึกบุคลากรที่ทำงานภายใต้มาตรฐานโรงแรม 4-5 ดาว ไปให้บริการกับโรงแรมโอโซ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการแบบเดียวกับ โรงแรม 4-5 ดาว ในโรงแรม 3 ดาว แต่สิ่งที่ต่างกันคือ โรงแรมโอโซ จะบริหารจัดการโดยใช้บุคลากรน้อยกว่า จึงต้องคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพจริงๆ มาให้บริการ สิ่งนี้จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าที่เคยมาใช้บริการให้กลับมาใช้ซ้ำอีก
ด้านการแข่งขันลดราคาของโรงแรมไทยนั้น มองว่า ไทยเป็นประเทศที่ราคาห้องพักต่ำสุดในภูมิภาคอยู่แล้ว น่าจะถึงเวลาที่ผู้ประกอบการควรขึ้นราคาให้สอดคล้องความเป็นจริง เพราะโรงแรมต้องลงทุนอีกมากในอนาคต ทั้งด้านการบริหารจัดการ วัตถุดิบ บุคลากร เพื่อรักษามาตรฐานให้โรงแรมมีบริการที่ดี
ขณะเดียวกัน การที่นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มมาไทยมากขึ้น มีทั้งกลุ่มคุณภาพและปริมาณผสมผสานกัน น่าจะทำให้ผู้ประกอบการกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนขึ้นว่าจะรับตลาดใด ต่างจากที่ผ่านมาที่โรงแรม 5 ดาวลงมาช่วงชิงตลาดเชิงปริมาณกับโรงแรมระดับต่ำกว่า เพื่อความอยู่รอด โครงสร้างของโรงแรมกับการรับตลาดนักท่องเที่ยว หากเป็น 5-6 ดาว น่าจะรับกลุ่มนักธุรกิจ องค์กร 4 ดาว รับกลุ่มทัวร์ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ที่กำลังซื้อสูง 3 ดาว รับกลุ่มทัวร์และเอฟไอที ที่มีกำลังซื้อปานกลาง
การท่องเที่ยวไทยปีหน้าจะสดใสได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ศึกในประเทศจะสงบลงได้เท่านั้น







