
ยอดค้างหนี้ 1-3 เดือนเพิ่มขึ้น ธปท.หนุนคุมสินเชื่อ
เกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับเป็นช่วงที่ใกล้วันหยุดในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดน้อยลงตามฤดูกาล และ ธปท.เริ่มพบว่า ยอดการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเริ่มเพิ่มขึ้นมาบ้างแต่ไม่มาก
เกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับเป็นช่วงที่ใกล้วันหยุดในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดน้อยลงตามฤดูกาล และ ธปท.เริ่มพบว่า ยอดการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเริ่มเพิ่มขึ้นมาบ้างแต่ไม่มาก
สภาวะดังกล่าวสะท้อนได้จากยอดสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) หรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นหนี้ในส่วนที่ยังไม่นับเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ระบบธนาคารพาณิชย์รายงานข้อมูลมายัง ธปท.งวดล่าสุดก็มีอัตราการปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งอาจจะมีช่วงวันหยุดมากอาจทำให้มีการชำระล่าช้าไปบ้าง แต่ในเดือนหน้าอาจจะมีปริมาณลดลงก็เป็นไปได้
ผู้บริหาร ธปท.กล่าวว่า การผิดนัดของหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ไม่เยอะ เพราะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ธนาคารคงต้องระมัดระวังการให้กู้บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะมีการเข้มงวดจนไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้า เพราะธุรกิจธนาคารจะต้องปล่อยกู้ เพียงแต่อาจจะระมัดระวังในการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อปกติ
“ถ้าช้างวิ่งกระโดดจะมาชนเรา เรากระโดดหลบ แบงก์ก็ทำอย่างนี้ไม่ถือว่าผิดปกติ ไม่ได้แปลกอะไร เพราะภาวะนี้มันต้องระวังบ้าง แต่ไม่ใช่ไม่ปล่อยกู้จนผิดปกติ เพราะถ้าดูจากยอดการขยายตัวของสินเชื่อรวมทั้งระบบก็ยังโตได้ถึงระดับ 10%” เกริก กล่าว
สำหรับกรณีที่สถาบันการเงิน ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านใหม่ให้มีความเข้มงวดขึ้น หลังจากเห็นสัญญาการผิดนัดชำระหนี้เริ่มมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องนั้น เกริกมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับตัวเพื่อรับกับความเสี่ยงที่มากขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลคุณภาพสินเชื่องวดสิ้นไตรมาส 3 พบว่า คุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเอ็นพีแอลและสินเชื่อมียอดคงค้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยสัดส่วนเอ็นพีแอลมียอดคงค้าง 2.663 แสนล้านบาท 2.2% ของสินเชื่อรวมเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.2% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อธุรกิจมีระดับเอ็นพีแอลคงที่ 2.2% ของสินเชื่อรวม
ขณะที่สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษโดยรวมมียอดคงค้าง 2.691 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.2% ของสินเชื่อรวม แบ่งเป็นสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ สินเชื่อธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 1.9% ของสินเชื่อรวม ส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษของสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 3.1% เป็น 3.2% ของสินเชื่อรวม
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังไม่กังวลต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียมากนัก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังต่อความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะต่อไปอยู่แล้ว จึงกันเงินสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกันสำรองสูงถึง 167.4% ของสินเชื่อรวม และยังมีการระมัดระวังที่ดี ปล่อยกู้มีมาตรฐาน แต่ ธปท.ยังจับตาปัญหาการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ให้ทีมเจ้าหน้าที่สำรวจและเฝ้าระวังปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% เนื่องจากดอกเบี้ยที่ลดลงอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงภาวะฟองสบู่เร่งตัวขึ้นได้
แต่จากการประเมินยังไม่พบอาการใดที่บ่งบอกว่าจะทำให้ฟองสบู่มีความรุนแรงขึ้น แม้ว่าในบางจุดอาจมีบ้างที่มีความคึกคัก แต่โดยมากจะอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือในจังหวัดที่คาดกันว่าจะเป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยังอินโดจีน เช่น ที่ จ.ขอนแก่น ขณะที่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เติบโตอยู่ที่ 11-12% แม้จะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ไม่ใช่ระดับที่น่ากลัว และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อโดยรวมก็ไม่ได้หย่อนยานลง
ด้านวิชิต พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารในปีนี้จะมียอดสินเชื่อใหม่ราว 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อคอนโดมิเนียม 31% สินเชื่อเพื่อบ้านเดี่ยว 41% และเมื่อรวมสินเชื่อคงค้างในปัจจุบันจะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% หรือราว 1.8 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน อัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Delinquency rate) ที่เกินกว่า 30 วัน ก็ลดลงมาอยู่ที่ 2.42% เช่นเดียวกับอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.29% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 1.65%
ขณะที่ข้อมูลของ ธปท.ระบุว่า อัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพโดยรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ระดับ 4.57%







