
อึ้งไทยจ่ายเบี้ยประกันรถแพง
ไดเร็คเอเชียระบุสูงกว่าสิงคโปร์ฮ่องกงเผยเคล็ดลับช่วยลูกค้าประหยัด 15%
ไดเร็คเอเชียระบุสูงกว่าสิงคโปร์ฮ่องกงเผยเคล็ดลับช่วยลูกค้าประหยัด 15%
ไดเร็คเอเชีย เผยคนไทยจ่ายเบี้ยประกันรถชั้น 1 แพงกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง แนะวิธีประหยัด
นายไมเคิล พาร์คเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไดเร็ค เอเชีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยครัวเรือนใน 3 ประเทศ คือ ไทย โดยเก็บข้อมูลในกรุงเทพมหานคร สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งเป็นประเทศที่บริษัททำธุรกิจนายหน้าประกันภัยออนไลน์ พบว่าประชาชนในกรุงเทพฯ จ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับรถยนต์ที่ใช้ส่วนบุคคลแพงกว่าประเทศอื่นๆ โดยมีอัตราส่วน 1 ต่อ 1
ขณะที่ฮ่องกง มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนที่ระดับ 3.31 จ่ายค่าเบี้ยที่อัตรา 1.20 ประเทศสิงคโปร์ มีรายได้ต่อครัวเรือนที่ระดับ 5.49 จ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่อัตรา 1.28 ซึ่ง 2 ประเทศนี้มีเบี้ยประกันต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือน
“ในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงมีจำนวนเจ้าของรถยนต์น้อยกว่าในกรุงเทพฯ แต่เบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ในสองประเทศนั้นกลับถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยครัวเรือน” นายพาร์คเกอร์ กล่าว
นายพาร์คเกอร์ กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ทำให้คนกรุงเทพฯ จ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประกันชั้น 1 สูงกว่า 2 ประเทศ อาจมีหลายสาเหตุ เช่น อัตราการเคลมอุบัติเหตุ และเคลมประกันรถยนต์ในไทยนั้นมีความถี่มากกว่า จึงทำให้ค่าเบี้ยประกันโดยเฉลี่ยต้องสูงตามไปด้วย เพราะบริษัทประกันภัยจะกำหนดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ในอัตราใกล้เคียงกันแม้ผู้ขับขี่จะมีพฤติกรรมการขับขี่ที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่ที่ขับรถด้วยความระมัดระวังและมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า ต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะต้องเฉลี่ยความเสี่ยงกับผู้ขับขี่ที่มีความประมาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นว่าราคาในปัจจุบันยังมีโอกาสปรับให้ถูกลงได้อีก หากมีการเพิ่มข้อมูลในการวิเคราะห์ความเสี่ยงลูกค้าให้ครอบคลุมพฤติกรรมการขับขี่ เช่น ลักษณะการใช้รถว่าเป็นส่วนบุคคลหรือไม่ และรายละเอียดของข้อมูลผู้ขับขี่ เช่น อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ใช้รถยนต์เฉพาะส่วนบุคคล ไม่มีประวัติการเคลมใน 1 ปีที่ผ่านมา ก็จะสามารถจัดราคาประกันภัยได้ถูกลงอีก 15% หรือประหยัดได้ประมาณ 3,000 บาท หรือมากกว่านั้น
สมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่าปีที่ผ่านมามีรถที่ทำประกันภัยภาคสมัครใจทั้งสิ้น 7 ล้านคัน และในอนาคตจะมีการคิดเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงของลูกค้า ตามอายุ อาชีพ และตามความเสี่ยงของรถแต่ละยี่ห้อ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ขับขี่ดี และรถที่มีความแข็งแรงจะได้รับเบี้ยที่ต่ำลง แต่ลูกค้าที่มีพฤติกรรมขับขี่ไม่ดีจะต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้น







