
ต้นตอของม็อบอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ
....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ม็อบราชประสงค์ชุมนุมปิดล้อมพื้นที่ครบเดือนแล้ว ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจและสุขภาพจิตไปมากมาย ถึงวันนี้จะมีแนวโน้มสถานการณ์ที่คลี่คลายจากข้อเสนอของรัฐบาลที่จะยุบสภาภายในเดือน ก.ย. และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ปีนี้
แต่เชื่อเถอะ
“ถึงม็อบนี้จะไป เดี๋ยวม็อบใหม่ก็มา” ถ้ายังไม่พยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสถานะทางเศรษฐกิจและทางสังคมของชาวบ้านอย่างจริงจังถึงแม้ม็อบไม่มีสี (และไม่มีมนุษยธรรมเพราะไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ) จะถูกสลายตัวไป ม็อบในรูปแบบอื่นๆ ก็คงถูกพัฒนาขึ้นมา ซึ่งมักจะเรียกร้องความสนใจ (ไม่ใช่ความเห็นใจ) โดยการสร้างความเดือดร้อน และใช้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเป็นตัวประกัน เพราะ
“แกนนำ” ซึ่งก็ “บังเอิญ” เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ส่วนตัว สามารถ “จับจุด” ชาวบ้านที่ไร้โอกาสได้ถูก ทำให้ชาวบ้านยอมที่จะเป็น “โล่มนุษย์” ให้กับแกนนำเหล่านั้นความจริงก่อนที่ม็อบชุดนี้จะไปก่อกวนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ อาจจะเรียกร้องความเห็นใจจาก
“คนไทยหัวใจเป็นกลาง” ได้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าที่จริงการไปชุมนุมปิดล้อมที่ราชประสงค์ หรือเขต “คนรวย” แม้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทแต่
“คนยากจน” ที่ถูกระดมมาชุมนุมที่ราชประสงค์ในขณะนี้ “ไม่รับรู้” ด้วยหรอก เพราะไม่เคยได้รับประโยชน์ (โดยตรง) จากความรุ่งเรืองของ “ถนนเศรษฐกิจ” ของคนกรุงเทพฯ แม้แต่มายึด “ถึงที่” แล้วยังได้แต่ชุมนุมข้างนอก “กินอยู่หลับนอน” บนทางเท้า“ไม่มี” และ “ไม่เคยมี” โอกาสสัมผัสกับแอร์เย็นฉ่ำ หรือความสะดวกสบายภายในห้างหรูๆ บนถนนดังกล่าวความเหลื่อมล้ำของสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นต้นตอของ
“ม็อบ” หรือการชุมนุมของ “คนไร้โอกาส” เพื่อเรียกร้อง “โอกาส” ที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ตัวเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาขึ้นมา“
การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นทางออกของวิกฤตการเมืองในระยะยาว ซึ่งต้องทำอย่าง “จริงจัง” ในการถ่ายเท “ความมั่งคั่ง” จากชนชั้นสูง (รวมทั้ง “แกนนำ”) ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศไปเป็น “สวัสดิการ” ให้กับชาวบ้านผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ (ที่มักจะถูกหลอกให้มาเป็น “โล่มนุษย์”)ตัวอย่างในประเทศพัฒนา หรือ
“รัฐสวัสดิการ” ที่รัฐบาลใช้กำหนดเป็นนโยบาย ก็มักจะใช้รูปแบบด้านภาษีเป็นกลไกในการกระจายความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดก มูลนิธิของนักธุรกิจและดาราดังผู้มั่งคั่งก็เกิดขึ้นมาจากการบังคับใช้ภาษีมรดก เพราะถ้าตายทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เข้ารัฐ ดังนั้นฝากชื่อไว้ในรูปมูลนิธิดีกว่าอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเจตนาและความพยายามของภาครัฐที่น่าสนับสนุนอย่างสุดกำลัง แต่การทำให้เป็นกฎหมาย หรือแม้แต่การบังคับใช้ก็ยังเป็นที่น่ากังขา เพราะต้องฝากความหวังกับนักการเมือง
“คดๆ งอๆ” ที่กุมความมั่งคั่งและเจ้าหน้าที่รัฐที่มัก “เกียร์ว่าง” ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพของประเทศหรืออาจต้องใช้กลไกอื่นในการกระจายความมั่งคั่ง เช่น
“กลไกในการส่งเสริมการลงทุน” เช่น บริษัทที่จะขอรับการส่งเสริม จะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม หรือให้การส่งเสริมกับธุรกิจเพื่อสังคมเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการดีที่ผลกำไรทางธุรกิจจะถูกคืนให้กับสังคมโดยตรง ไม่ต้องผ่านกลไก (ที่มักไม่มีประสิทธิภาพ) ของภาครัฐ เช่นกรณีภาษี ทั้งนี้ต้องพิจารณาให้ดีในแนวนโยบายที่ต้องรักษาดุลยภาพระหว่างการพัฒนาและการดูแลสังคมในระยะยาวจริงๆ ต้องพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอย่าง
“เล่นๆ” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะการศึกษาจะช่วยสร้างโอกาสในการ “ยก” ระดับรายได้และสถานะทางสังคม ซึ่งถ้าสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ได้ “แกนนำม็อบ” ต่อไปคงไม่มีข้ออ้างสร้างม็อบให้มาเรียกร้องผลประโยขน์ให้กับตัวเอง แต่ตราบใดที่ยังไม่พยายามลดช่องว่างนี้ ชาวบ้านก็ยังต้องถูกใช้เป็น “โล่มนุษย์” หรือเครื่องมือในการต่อรองต่อไปคนเราจะไม่ทุบ
“หม้อข้าว” ตัวเองต่อเมื่อสามารถใช้ประโยชน์ หรือ “กินข้าว” จากหม้อข้าวนั้นได้ แต่ถ้าต้อง “หุงข้าว” ให้คนอื่นกินอยู่ร่ำไป “ตัวเองไม่ได้กิน คนอื่นก็อย่ากินเลย”






