
“ปัญชฤทธิ์ มนต์เสรีนุสรณ์” ผู้บริหารสุธากัญจน์
การใช้ปูนขาวสำหรับภาคครัวเรือนอาจจะไม่นิยมมากนัก แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาปูนขาวได้กลายเป็นเคมีภัณฑ์พื้นฐานที่มีความเป็นด่างและใช้กับภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทไม่น้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) ได้เริ่มทำธุรกิจทั้งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวร้อนรายใหญ่ของประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศแถบยุโรปมีการใช้ปูนขาวในอุตสาหกรรมมาเป็นเวลา 100 ปี แต่ในเมืองไทยเพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีนี้
การใช้ปูนขาวสำหรับภาคครัวเรือนอาจจะไม่นิยมมากนัก แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาปูนขาวได้กลายเป็นเคมีภัณฑ์พื้นฐานที่มีความเป็นด่างและใช้กับภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทไม่น้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) ได้เริ่มทำธุรกิจทั้งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวร้อนรายใหญ่ของประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศแถบยุโรปมีการใช้ปูนขาวในอุตสาหกรรมมาเป็นเวลา 100 ปี แต่ในเมืองไทยเพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีนี้
“ปัญชฤทธิ์ มนต์เสรีนุสรณ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) ถือเป็นหลานใกล้ชิดของเจ้าของบริษัท ซึ่งเป็นคุณอาแท้ๆ คือ “เกียรติกุล มนต์เสรีนุสรณ์” กรรมการและผู้จัดการ ได้ชวนมาทำงานด้วย หลังจากที่ “ปัญชฤทธิ์” ทำงานที่ฝ่ายสินเชื่อที่บริษัทเงินทุนภัทรได้สักพักหนึ่ง และเพราะเห็นว่าคุณอาเป็นคนที่ตั้งใจศึกษาและมีวิสัยทัศน์ไกลว่าปูนขาวจะเป็นเคมีภัณฑ์ที่หลายอุตสาหกรรมในเมืองจำเป็นต้องใช้มากขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า เพราะด้านหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมต้องสั่งเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นกรดไป แต่อีกด้านหนึ่งต้องมีคุณสมบัติความเป็นด่างเพื่อปรับสภาพ และช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันจึงมีอุตสาหกรรมหลายประเภทที่ใช้ปูนขาวเป็นสารตั้งต้น เช่น อุตสาหกรรมการหลอมเหล็ก กระดาษ น้ำตาล ก่อสร้าง และมีสัดส่วนการส่งออกเพียงเล็กน้อยสำหรับในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ จนถึงวันนี้บริษัทมีกำลังการผลิตที่ 3.28 แสนตันต่อปี และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม เทียบกับเมื่อปี 2540 ที่บริษัทเริ่มมีโรงงานมีกำลังการผลิตที่ 1.08 แสนตันต่อปี แต่อัตราการทำกำไรของบริษัทกลับเป็นที่หนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบัน เพราะมีการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตได้ดีกว่า
“ปัญชฤทธิ์” บอกว่า สิ่งที่เขาได้รับและเรียนรู้จากคุณอาคือ ความมุ่งมั่นและการรู้จริงในธุรกิจอุตสาหกรรมเคมีอย่างดี และมีความตั้งใจพัฒนาสินค้า รวมทั้งเครื่องจักรในการผลิตปูนขาวได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้สามารถคุมอุณหภูมิของปูนขาว และส่งผลให้ช่วยต้นทุนการผลิตได้มากกว่าคู่แข่ง พร้อมมีการพัฒนาทีมวิศวกรของตัวเองที่ทุ่มให้การศึกษาและพัฒนาการทำเครื่องจักรในการผลิตเองมากขึ้น อีกทั้งมีผลิตภัณฑ์ปูนขาวให้เลือกใช้เป็นทั้งแบบก้อน แบบเกล็ด และผง เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้ใช้งานตามความต้องการของลักษณะงาน
เขาได้เปรียบเทียบงานฝ่ายสินเชื่อกับงาน SUTHA ที่มาช่วยคุณอาว่า สิ่งที่สอดคล้องกันคือ ความหลากหลายในหน้าที่ ฝ่ายสินเชื่อต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ดูโครงสร้างธุรกิจและแผนการใช้เงิน หากลยุทธ์ทางการตลาด แต่สิ่งที่แตกต่างกันตรงที่ SUTHA เรามีส่วนได้ส่วนเสียไปกับองค์กร
“ปัญชฤทธิ์” บอกว่า เดิมทีบริษัทก็มีระบบ วิธีคิด หรือการตัดสินใจเป็นระบบครอบครัว ซึ่งก็เป็นทั้งข้อดีและไม่ดีอยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ที่เราต้องมีการขยายการลงทุนและเติบโตทางธุรกิจ เราคงต้องปลดล็อกความเป็นธุรกิจครอบครัวออกไปให้ได้ ดังนั้นต้องทำความเข้าใจกับเขาและบอกว่าเป็นจุดจำเป็นที่ต้องมีการขยายงาน ไม่อย่างนั้นเราจะเติบโตในกรอบการทำงานที่จำกัด
ทั้งนี้ SUTHA เดิมมีกำหนดที่จะเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 75 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลางเดือน ธ.ค.นี้ แต่ทั้งทางบริษัทและบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอย่าง บล.เคที ซีมิโก้ ก็ตัดสินใจเลื่อนการเข้าระดมทุนไปก่อน เบื้องต้นจะกลับมาพิจารณาการเข้าตลาดหุ้นช่วงต้นปี 2557 อีกครั้ง เนื่องจากตลาดหุ้นมีความผันผวนและสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่แน่นอน
พร้อมมองว่าการเข้าตลาดหุ้นช้ากว่ากำหนดไม่มีผลต่อการลงทุนขยายกิจการในอนาคต ด้วยการขยายเตาในการผลิตสินค้าปูนไฮเดรตเพิ่ม อีกทั้งการเจรจาการร่วมทุนกับบริษัทในอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินทุนในการร่วมทุน 25 ล้านบาท เพราะที่นั่นมีความต้องการใช้ปูนขาวในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาก โดยมองว่าบริษัทสามารถใช้เงินทุนหมุนเวียนในบริษัทได้อย่างเพียงพอ
สำหรับวันพักผ่อนของ “ปัญชฤทธิ์” เพราะเป็นครอบครัวใหญ่จึงมักเจอกับญาติๆ และอยู่บ้านกับลูกเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าว่างก็มักแบ่งเวลาไปเข้าฟิตเนสบ้าง







