
เร่งไทยปรับตัว-คว้าโอกาสยุคฮิตรวมกลุ่มเศรษฐกิจ
การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญยิ่งยวดในยุคนี้ ดังนั้นไทยจึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของประเทศอื่นอย่างใกล้ชิด
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญยิ่งยวดในยุคนี้ ดังนั้นไทยจึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของประเทศอื่นอย่างใกล้ชิด หากไม่ต้องการตกขบวนการค้าเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองกรรมการหอการค้าไทย ชี้ว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งไทยจำเป็นต้องจับตาความเคลื่อนไหวของประเทศอื่นๆ เนื่องจากจะกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
ปัจจุบันไทยยังขาดการทำเอฟทีเอกับสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) โดยเอฟทีเอไทยอียูอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะที่สหรัฐเข้ามาในรูปแบบของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) กับชาติคู่ค้าแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยกรอบทีพีพีกับไทยยังไม่มีความคืบหน้า
ทั้งนี้ การเข้าร่วมเจรจาจะสำเร็จได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ผลประโยชน์และการพัฒนาของไทย ต้องเจรจาให้ได้ประโยชน์สูงสุด และต้องนำโจทย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจามาพัฒนาประเทศควบคู่ไปด้วย เพราะไทยย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าคู่เจรจาต้องการอะไรจากไทย จึงต้องนำจุดนั้นมาพัฒนาประเทศเพื่ออุดช่องว่างต่างๆ
ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยหันมาใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอที่มีอยู่ให้มากขึ้น เพราะอัตราการขอใช้สิทธิยังอยู่ในระดับต่ำ เพื่อเพิ่มสภาพการแข่งขันและลดต้นทุนการค้า
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ มองว่า ในอนาคตการค้าไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีตัวแปรสำคัญ คือ การเปิดเขตการค้าเสรีและความ ร่วมมือทางการค้าต่างๆ ทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่เป็นกระบวนการการเปิดเสรีของปัจจัยการผลิต ขณะที่การเปิดเสรีทางการค้าได้ดำเนินการไปแล้ว ขณะที่การเปิดเสรีด้านบริการในอนาคตจะต้องมีการขยายการถือครองหุ้นจาก 70% เป็น 100% การเคลื่อนย้าย แรงงานมากกว่า 8 ประเภท และปรับมาตรฐานสินค้าให้เป็นมาตรฐานอาเซียน ซึ่งไทยต้องปรับตัวล่วงหน้า
ขณะที่ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับคู่ภาคี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยจะต้องจับตามองคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่จะเร่งให้บรรลุการเป็นเขตการค้าเสรีภายในปี 2563 โดยกรอบนี้มีไทยและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐและรัสเซีย ร่วมด้วย แต่หากเอเปกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ความตกลงทีพีพีที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อไทยแน่นอน
ทั้งนี้ ปัจจุบันมี 12 ประเทศ เข้าร่วมในความตกลงทีพีพี เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เวียดนาม หากความตกลงนี้ดำเนินการได้เสร็จสมบูรณ์จะทำให้ไทยมีปัญหา โดยทั้ง 12 ประทศ ที่เข้าร่วมความตกลงจะเร่งให้ทีพีพีเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศทีพีพีจะมีภาษี 0% ขณะที่ไทยไม่ได้อยู่ในเขตการค้าเสรีนี้ การส่งสินค้าเข้าสหรัฐจะเสียภาษีมากขึ้น ทำให้ขีดความสามารถลดลง
ดังนั้น ไทยควรต้องวางแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะการค้าเสรีที่มีอยู่จะลึกขึ้น รวมทั้งขยายออกไปในพื้นที่การแข่งขันที่กว้างขึ้น และการทำเขตการค้าเสรีในหลายกรอบจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น







