
"สตง.เอ็นจีโอ" จ่อสอบ กสทช.ใช้งบอุ้มบุญแฝง
มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท และมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ จัดเสวนาเวทีสื่อไทย “2 ปี กสทช.
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท และมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ จัดเสวนาเวทีสื่อไทย “2 ปี กสทช. กับการติดตามและประเมินผลโดยเครือข่ายภาคประชาสังคม” เพื่อตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใน 4 ประเด็นหลัก คือ ทีวีดิจิตอลสาธารณะ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลเนื้อหาที่ไม่ละเมิดเสรีภาพและสิทธิการกำกับดูแลกันเองของสื่อ
พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า แม้ กสทช. จะเป็นหน่วยงานอิสระ มีคณะกรรมการและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (ซูเปอร์บอร์ด) ตามกฎหมาย รวมทั้งเงินรายได้ของ กสทช. จะไม่ใช่เงินที่มาจากภาษี แต่ก็ถือเป็นเงินของแผ่นดิน สตง. จึงมีสิทธิตรวจสอบบัญชีการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้จ่ายต่างๆ ให้อยู่ในบริบทและความคุ้มค่า รวมทั้งผลประโยชน์เชิงทับซ้อน
นอกจากนี้ ยังต้องการให้ กสทช.เปิดเผยข้อเท็จจริงเรื่องรายได้และรายจ่ายอย่างละเอียด เพราะจากเว็บไซต์หรือข้อมูลที่ กสทช. เปิดเผยมานั้นเป็นเพียงภาพกว้างๆ แต่ไม่ได้ลงลึก ทำให้ไม่รู้ที่มาที่ไปในการใช้งบประมาณต่างๆ และบางครั้งอาจมี “งบอุ้มบุญ” แฝงมา ซึ่ง สตง.จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเคร่งครัด
เอนก นาคะบุตร มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กล่าวว่า ต้องการให้แก้ไข พ.ร.บ.กสทช. เพื่อให้อำนาจประชาชนตรวจสอบการทำงานและการใช้งบต่างๆ ของ กสทช.ได้ โดยเฉพาะการใช้เงินในกองทุน กทปส. ที่เห็นได้ว่าโครงการที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากเงินกองทุนส่วนใหญ่เป็นของหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาเสียมากกว่า รวมทั้งกระบวนการขอรับการจัดสรรไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการรายเล็ก กลุ่มชาวบ้าน และยังถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของ กสทช.เอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กกลายเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติสำหรับกองทุนนี้
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จะจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่องธุรกิจ แต่ก็ยังขาดความชัดเจนในเรื่องของหลักเกณฑ์การให้ช่องสาธารณะแบบคัดเลือกคุณสมบัติ (บิวตี้ คอนเทสต์) ที่ไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) แต่เป็นบิวตี้ คอนเทสต์ ในแบบฉบับของ กสท.เองที่ดูเหมือนจัดสรรและล็อกสเปกให้หน่วยงานของรัฐมากกว่าจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประชาชน
จิรนุช เปรมชัยพร จากมูลนิธิเพื่อการศึกษาของชุมชน กล่าวว่า ทีวีดิจิตอลเชิงธุรกิจ 24 ช่อง แม้จะมีผู้ยื่นประมูลเกินจำนวนช่อง แต่หากดูในรายละเอียดจะพบว่า จำนวนช่องพอดีกับบริษัทที่เข้าประมูล คือ ทุกบริษัทมีสิทธิได้ครอบครองช่องใดช่องหนึ่ง ทำให้การประมูลครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบ วินวิน ทั้งเอกชนและ กสท.
ด้านคณะทำงานติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ชี้ถึงความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาลของ กสทช. ใน 5 ประเด็น โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ เช่น รายงานการประชุมและรายงานผลการศึกษาที่ล่าช้าและไม่เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการแจกแจงการใช้งบประชาสัมพันธ์และจัดซื้อจัดจ้างให้ชัดเจน กระบวนการการคัดเลือกอนุกรรมการในการนำเสนอชุดนโยบายเป็นไปแบบผ่านระบบโควตามากกว่าระบบคุณสมบัติ มีการหลีกเลี่ยงการออกประกาศหรือคำสั่งที่จะทำให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสในการใช้ดุลพินิจของ กสทช.
อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาครั้งนี้ยังเรียกร้องให้ กสทช. เปิดใจรับฟังเสียงจากสาธารณชนบ้าง เพราะอย่าลืมว่าคลื่นความถี่ที่ กสทช. มีหน้าที่จัดสรรนั้น ถือเป็นทรัพยากรของประเทศที่ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อ “ต่างตอบแทน” หน่วยงานรัฐ







