
อาชีพกับการลงทุน
สถิติของคนที่ประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้นมันท้าทายจริงๆ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า สถิติก็คือ 80% ของคนที่เข้ามาสู่ตลาดหุ้นเจ๊ง เท่ากับว่าคนที่เก่งและมีเงินมากที่สุดในประเทศที่เล่นหุ้นมีประมาณไม่กี่แสนคน ซึ่งนับเป็นคนที่มันสมองระดับ Top ของประเทศ 1% ..ใช่!! ไม่ผิดหรอก คน Top เหล่านี้ 80% เจ๊งครับ “เจ๊ง!!”
สถิติของคนที่ประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้นมันท้าทายจริงๆ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า สถิติก็คือ 80% ของคนที่เข้ามาสู่ตลาดหุ้นเจ๊ง เท่ากับว่าคนที่เก่งและมีเงินมากที่สุดในประเทศที่เล่นหุ้นมีประมาณไม่กี่แสนคน ซึ่งนับเป็นคนที่มันสมองระดับ Top ของประเทศ 1% ..ใช่!! ไม่ผิดหรอก คน Top เหล่านี้ 80% เจ๊งครับ “เจ๊ง!!”
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ คุณทราบไหมว่า อาชีพไหนที่เจ๊งมากที่สุดในตลาดหุ้น ...ครับ!! ถูกต้อง แทบไม่ต้องเดาอาชีพหมอและวิศวะ ...บ้าไปแล้ว!! ผมรู้ว่าทุกคนกำลังสงสัยเหมือนผมว่า จริงๆ สองอาชีพที่ผมยกขึ้นมาให้ดูคือ อาชีพหมอและวิศวะกลายเป็นอาชีพยอดฮิตที่ขาดทุนมากที่สุดในตลาดหุ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดขาดทุนมีเพียง 1% เท่านั้น ที่กำไรสูงที่สุดในตลาดหุ้นและคนเหล่านั้นก็อยู่ในอาชีพหมอและวิศวะอยู่ดี (คนเก่งสุดก็สองอาชีพนี้ คนขาดทุนมากที่สุดก็สองอาชีพนี้เหมือนกัน... แปลกไหม?)
ครับ!! ผมก็แปลกใจมากเช่นกัน ว่าทำไมคนที่ฉลาดที่สุดถึงได้เสียหายมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครเคยหาคำตอบ แต่ถ้าคิดตามเหตุผลจะพบว่า ไม่แปลกที่อาชีพ Top ที่หาเงินได้มากที่สุด เป็นคนที่เสียหายมากที่สุดในตลาดหุ้น ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ คือ “เขามีเงินไง” คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีแม้แต่เงินเก็บด้วยซ้ำ
คุณรู้ไหมประเทศไทย ประชากร 65 ล้านคน มีคนเสียภาษีเงินได้จริงๆ 2 ล้านคนเอง และคนที่เสียภาษีอัตราสูงสุดที่ 37% มีแค่ 3 หมื่นคน ...แน่นอนอย่างที่เราทราบกันคือ มีแค่คนชั้นกลางเท่านั้นที่จ่ายภาษีและชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นอาชีพหลักๆ อย่างที่กล่าวมา ส่วนคนรวยจริงๆ หรือเจ้าของธุรกิจ เขามีวิธีในการหลบภาษีที่มีชั้นเชิงแตกต่างกันตามความสามารถก็ว่ากันไป
เอาล่ะ ย้อนมาที่เรื่องของตลาดหุ้นที่จริงๆ แล้วเป็นแหล่งสร้างเศรษฐี แต่กลายเป็นว่าคนที่ควรจะรวยจากการเข้าตลาดหุ้นอย่างชนชั้นกลางกลับเป็นแมลงเม่าที่ซวยที่สุด และคนที่รวยที่สุดก็เป็นเจ้าของกิจการอยู่ดี คุณทราบไหมว่าเรื่องนี้ผมพยายามนั่งคิดว่า วงจรที่เกิดขึ้นมันช่างเป็นวงจร การแบ่งชนชั้น อย่างแยบยลโดยยึดหลักการของระบบทุนนิยมเป็นหลัก เพราะเดิมที ถ้าเราสมมติว่า คนคนนึง ถ้าจะสร้างตัวจากมือเปล่า แล้วขึ้นมาลืมตาอ้าปากในสังคมต้องเริ่มจากการที่คนคนนั้น เรียนเก่ง มีการศึกษาดี จากนั้นก็เรียนจนจบ มีผลการเรียนที่ดี และสามารถสอบเข้าคณะที่ดีในมหาวิทยาลัยที่ดี ซึ่งถ้าใครทำได้ เช่น สามารถติดจุฬา หรือธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ก็จะสามารถยกระดับฐานะของตัวเอง
หลังจากที่คนเหล่านี้เรียนจบ เขาก็จะได้รับโอกาสในการทำงานในบริษัทที่มีโอกาส และในตำแหน่งที่ให้เงินเดือนสูง ...อย่างในกรณีของคนที่เรียนหมอก็เป็นอีกทางนึงที่คนธรรมดาที่ฉลาด สามารถยกระดับฐานะของตัวเองจากการเรียนหมอ ซึ่งคนเหล่านี้แน่นอน เขาสร้างตัวมันสมองอย่างแท้จริง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เข้าข่ายมนุษย์เงินเดือนทั้งหมด เพียงแต่ถ้าคุณมีการศึกษาสูงก็จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ได้เงินเดือนสูง ซึ่งคนเหล่านี้ถูกจัดกลุ่มในสังคมว่าเป็น Middle Class หรือชนชั้นกลาง ...ที่ผมเล่ามาซะยืดยาวให้เห็นภาพก็คือ ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านี้แหละที่กลายมาเป็นแมลงเม่าชั้นดีในตลาด ผู้เสียเงินให้ตลาดหุ้นมากที่สุด โอเค!! คุณลองช่วยผมคิดซิว่า ทำไมคนชั้นกลางที่มันสมองระดับประเทศเหล่านี้ ถึงเป็นแมลงเม่าในตลาดหุ้น?
คำตอบง่ายๆ คือ จริงๆ คนเหล่านี้ ไม่รู้จักตลาดหุ้น คิดว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งเหตุผล และราคาหุ้นขึ้นลงตามเหตุผล ...ไม่เลย!! คนเหล่านี้ คิดผิด ตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นลงตามเหตุผล ตลาดหุ้นขึ้นลงตามอารมณ์ต่างหาก หากมีเหตุการณ์ร้าย ทุกคนจะแห่ขายหนีตาย แล้วทิ้งหุ้นโดยไม่สนว่าพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้นคืออะไร ส่วนเวลาที่ตลาดบูมทุกคนก็แห่ซื้อโดยไม่สนว่า ราคามันจะแพงเกินไปแล้ว ดังนั้น คนที่ไม่เข้าใจว่าอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดจะพยายามหาเหตุผลเข้ามาคิดคำนวณแล้ว ซื้อหุ้นในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งในทางปฏิบัติจะเห็นว่า ตลาดไม่เคยหยุดที่ราคาสมเหตุสมผลเลย เวลานักลงทุนอารมณ์ดี หุ้นก็จะขึ้นจนแพงแบบเว่อร์ เวลาอารมณ์เสีย ราคาก็ลงได้แบบสุดๆ ดังนั้น คนที่ซื้อด้วยการวิเคราะห์แบบเหตุผล อย่างคนมีการศึกษามักจะซื้อราคากลางๆ คือ ไม่ถูก ไม่แพง ซึ่งสุดท้ายเขาก็จะพบว่า ราคามันสามารถลงจากที่เขามองไว้ได้มากอาจจะถึง 50% หรือหลังจากที่เขาขายแล้ว ราคาก็สามารถไปต่อได้เป็นเท่าตัว
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่อจะชี้ว่า นอกจากเหตุผลแล้วมันมีเรื่องของอารมณ์ของตลาดที่ทำให้ราคาขึ้นลง ใครก็ตามที่ทนเห็นเงินตัวเองแกว่งขึ้นลง 50% หรือมากกว่าไม่ได้ก็เรียกได้ว่า เขาไม่เข้าใจตลาดและแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ชนะในตลาดหุ้นคือ ใครก็ได้ที่เข้าใจว่าหุ้นถูกหรือแพงดูอย่างไร จากนั้นเขาต้องรับได้ที่ราคาสามารถแกว่งขึ้นลงเกิน 50% ซึ่งหมายความว่า Port การลงทุนของเขาขึ้นลงได้แบบสุดๆ แต่สุดท้ายเขาต้องรู้อีกว่า สุดท้ายหุ้นคือ Asset ที่ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ ในระยะยาว เพียงแค่เขาถือหุ้นดีเท่านั้นเอง...” การเข้าใจว่าหุ้นดีเป็น Asset ที่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมูลค่าและเงินปันผลก็จะสามารถมองหุ้นในมุมใหม่ และพ้นจากความเป็นแมลงเม่าในที่สุด!!” ...แปลก ยาก แต่จริง







