
หลากมุมมองนักการฑูตคิดอย่างไรกับอาเซียน
อาเซียนกำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้ แต่ที่ผ่านมา เรามักมองอาเซียนจากมุมของคนใน ไม่เคยรู้ว่าคนอื่นมองเราอย่างไร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อาเซียนกำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้ แต่ที่ผ่านมา เรามักมองอาเซียนจากมุมของคนใน ไม่เคยรู้ว่าคนอื่นมองเราอย่างไร โดยเฉพาะจากมุมของนักการทูตที่ต้องดำเนินความสัมพันธ์กับอาเซียนในยุคที่รวมตัวกัน
สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ เพิ่งจัดโครงการอบรม Knowledge of Diplomacy with a Special Focus on ASEAN เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนแก่นักการทูตรุ่นใหม่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีนักการทูตมาจาก 5 ทวีป รวม 9 คน จาก 9 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา (ละตินอเมริกา) แอฟริกาใต้ (แอฟริกา) เยอรมนี ตุรกี (ยุโรป) ปากีสถาน ศรีลังกา มัลดีฟส์ (เอเชียใต้) ญี่ปุ่น (เอเชียตะวันออก) และไทย
นักการทูตรุ่นใหม่เหล่านี้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออาเซียนในหลายประเด็น เจสสิกา เอนเจล เลขานุการเอกประจำสถานทูตเยอรมนี ณ กรุงจาการ์ตา มองว่า ความน่าสนใจของอาเซียน คือ 1.อาเซียนเป็นตลาดที่เติบโตมาก ภาวะเศรษฐกิจและสังคมก็แข็งแกร่งขึ้นมาก ทำให้มีศักยภาพที่จะเป็นตลาดใหม่สำหรับเยอรมนี และ 2.ด้านความมั่นคง เพราะขณะนี้โลกกำลังจับตามองเรื่องกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้กันมาก และอาเซียนมีบทบาทสำคัญ
เทนดานี โรนัลด์ มุนไย นักการทูตจากแอฟริกาใต้ กล่าวว่า ประเทศแอฟริกาใต้มีความสนใจและต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนมากขึ้น สนใจด้านการท่องเที่ยว เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการค้าระหว่างสองภูมิภาค ซึ่งไทยเป็นประตูที่สำคัญในการเชื่อมโยงการดำเนินการต่างๆ ระหว่างแอฟริกาใต้กับอาเซียน
ส่วน เซบาสเตียน นอร์เบอร์โต โคบารุ นักการทูตชาวอาร์เจนตินา เห็นว่า อาเซียนมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น อาร์เจนตินาจึงให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ขณะที่นโยบายส่วนใหญ่จะเน้นสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภูมิภาคละตินอเมริกา และหาช่องทางเปิดสถานทูตในอาเซียนเพิ่มเติม เพราะอาเซียนจะเป็นตลาดแห่งใหม่ โดยสิ่งที่อาร์เจนตินาเน้นเป็นพิเศษ คือ การขยายความร่วมมือและความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานนิวเคลียร์ และอุปกรณ์การแพทย์
ฮิโรกิ อากะซากะ ผู้ช่วยเลขานุการ สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย บอกว่า อาเซียนเป็นโอกาสสำหรับญี่ปุ่นที่จะเข้ามาพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในไทยซึ่งเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของบริษัทญี่ปุ่น และการพัฒนาด้านนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อไทยและญี่ปุ่น
เมื่อให้เปรียบเทียบมุมมองก่อนและหลังการอบรม นักการทูตจากแอฟริกาใต้ เล่าว่า อาเซียนกำลังรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันในปี 2558 จึงคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากๆ แต่ก็ยัง ไม่ได้เห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากนัก
เช่นเดียวกับมุมมองของนักการทูตเยอรมนี ก็ยัง ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หลักสูตรนี้มีความน่าสนใจตรงที่ทำให้ได้รับรู้มุมมองของไทยต่ออาเซียน จากเดิมที่ได้รับแนวคิดแบบยุโรป บวกกับอินโดนีเซียที่ประจำการอยู่เท่านั้น
ด้าน คัมราน ทันกาล เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน บอกว่า ปัจจุบันปากีสถานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เป็นชาติมุสลิมเหมือนกัน แต่หลักสูตรนี้ให้ความรู้เยอะมาก รวมถึงทำให้มองเห็นช่องทางที่จะขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
ขณะที่มุมมองของไทยกับอาเซียน นักการทูตเยอรมนี เห็นว่า ไทยมีพื้นที่ติดกับกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) อีกทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ทำให้ไทยมีบทบาทที่สำคัญและเป็นจุดศูนย์กลางในอาเซียน
เธอเสนอแนะว่า ไทยควรส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงในภูมิภาค รวมทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
ธีรวัฒน์ ภูมิจิตร ผู้อำนวยการสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ บอกว่า จากการอบรมครั้งนี้นอกจากความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาเซียนที่สอนในชั้นเรียนแล้ว ยังมีกิจกรรมดูงานเพื่อสร้างความเข้าใจต่อประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทเป็นประตูสู่อาเซียนและกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ที่เชื่อมกับจีนตอนใต้
“เชื่อว่าทุกคนได้ความรู้และมองเห็นศักยภาพของไทย รวมถึงกลไกของอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นตัวเชื่อมที่ดีให้นักการทูตเหล่านี้นำความรู้และความประทับใจไปขยายผลต่อได้ ถือเป็นการทูตแบบนุ่มนวล (Soft Diplomacy)







